ราชาเหนือราชา ปวงข้าฯ จะเดินตามรอยพระบาททุกชาติไป

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th/


ยุคล : สวัสดีครับคุณผู้ชม ต้อนรับคุณผู้ชมเข้ามาในช่วงของรายการยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบ ค่ำคืนนี้ประจำวันเสาร์ที่ 29 ต.ค. 2559 วันนี้เราเริ่มต้นกันด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าคุ้นหูคุณผู้ชมคุ้นหูพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ บทเพลงนี้มีชื่อว่าชะตาชีวิต คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์ต้องการให้คุณผู้ชมได้ฟังบทเพลงนี้ก่อนที่จะได้เข้าสู่เนื้อหาของรายการทั้งหมดทั้งมวลตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็ม ณ ขณะนี้เรายังคงอยู่ในบรรยากาศของการไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะฉะนั้นเนื้อหาของเราทั้งหมดทั้งมวลในวันนี้ก็จะได้ไล่เรียงราชประวัติและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องของพระองค์ท่านในแง่มุมของคุณสนธิญาณ ต้องการสื่อสารให้คุณผู้ชมได้ทราบอย่างไรนั้น ก่อนอื่นเราไปพบกับคุณสนธิญาณกันเลยครับ สวัสดีครับคุณสนธิญาณครับ

 

 

สนธิญาณ : สวัสดีครับคุณยุคล สวัสดีครับคุณผู้ชมทุกท่านครับ

 

 

ยุคล : วันนี้เปิดรายการมาด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต คุณสนธิญาณต้องการจะบอกอะไรกับคุณผู้ชม

 

 

สนธิญาณ : เพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีทั้งสิ้น 18 เพลง เพลงชะตาชีวิตเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 5 เนื้อหาของเพลงนี้ต้องถือว่าลึกซึ้งและกินใจมาก แต่ความหมายของความลึกซึ้งและกินใจ จะต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า เพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองและดนตรี ไม่ได้พระราชนิพนธ์เนื้อหา เป็นการพระราชนิพนธ์ขึ้นในระหว่างที่ประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่พระราชนิพนธ์ทำนองแล้วก็เรียบเรียงเสียงประสานออกมาแล้ว ก็มีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้ทรงนิพนธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อเพลง H.M. Blues ได้มีการทายว่า H.M. Blues ย่อมาจากอะไร ปรากฏว่าเนื้อเพลงนี้ไปทำในทำนองว่า H คือ Hungry และ M ก็ Man ส่วน Blues ก็คือเพลงบลู แต่ทำไมเพลงออกมาเป็นชะตาชีวิต

 

 

ยุคล : คนละความหมายเลยนะครับ

 

 

สนธิญาณ : เนื่องจากว่าผู้ที่ประพันธ์เนื้อภาษาไทย ชื่อ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ยังไม่ได้เห็นเนื้อเพลงที่เป็นภาษาอังกฤษ

 

 

ยุคล : เอาแต่ทำนองมา

 

 

สนธิญาณ : เมื่อพระองค์ท่านพระราชทานมา ท่าน ศ.ดร.ประเสริฐ ก็ประพันธ์เนื้อเพลง ทีนี้ปรากฏว่าเนื้อเพลงชะตาชีวิตกับ H.M.Blues มันคนละความหมาย แต่ผมคิดว่าประชาชนคนไทยรู้สึกและสัมผัสได้ต้องกราบขอบพระคุณ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นอย่างยิ่ง เพราะอะไรเหรอครับ เพราะว่าเพลงนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาผมฟังกี่ครั้งน้ำตาก็เอ่อล้น ก็เพราะว่าเนื้อเพลงมันหมายถึงชีวิตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลองดูเนื้อสิ นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง หลงไหลหมายปองคนปรานี ขาดเรือนแหล่งพักพำนักนอน ขาดญาติบิดรและน้องพี่ บาปกรรมคงมี จำทนระทม ท้องฟ้าสายัณห์ตะวันเลือน แสงลับนับวันจะเตือนให้ใจต้องขื่นขมหากเย็นลงฟ้าคงยิ่งมืดยิ่งตรอมตรมชีวิตระทมเพราะรอมาจวบจันทร์แจ่มฟ้านภาผ่องเฝ้ามองให้เดือนชุบวิญญาสักวันบุญมา ชะตาคงดี นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง หลงไหลหมายปองคนปรานี ขาดเรือนแหล่งพักพำนักนอน ขาดญาติบิดรและน้องพี่ บาปกรรมคงมี จำทนระทม จวบจันทร์แจ่มฟ้านภาผ่อง เฝ้ามองให้เดือนชุบวิญญา สักวันบุญมา ชะตาคงดี

 

 

ในเนื้อหาความหมายแบบนี้ผมอยากจะเรียนท่านผู้ชมว่าเกี่ยวกันยังไง ท่านผู้ชมลองทบทวนและพิจารณาว่าความหมายของราชาเหนือราชาเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพราะสิ่งที่เราได้ประจักษ์แจ้งอยู่ในใจว่า 70 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์และได้ทำงานเพื่อคนไทยนั้น การขึ้นครองราชย์มาไม่ได้เป็นความปรารถนาที่จะขึ้นครองราชย์ ไม่ได้มีความคิดอยู่ในใจก่อนเลยว่าในชีวิตนี้จะได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ทำไมต้องเป็น

 

 

ยุคล : เอาละครับคุณผู้ชมเบรกแรกนะครับ คุณสนธิญาณเลือกที่จะพูดถึงเนื้อหาและก็ได้ฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิตแล้วก็พูดถึงที่มาที่ไปของบทเพลงนี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และอีก 2 เบรกหน้า คุณสนธิญาณจะได้มาพูดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ให้พวกเราได้เข้าใจว่าสอดคล้องกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิตอย่างไร ช่วงนี้พักกันสักครู่ครับ (จบช่วงที่ 1)

 


ยุคล : ติดตามเนื้อหาต่อในเบรกที่ 2 นะครับ ย้ำหัวข้อที่เราพูดคุยหัวข้อกับคุณสนธิญาณในค่ำคืนนี้ก็คือราชาเหนือราชาปวงข้าจะเดินตามรอยพระบาททุกชาติไป เรามาตามกันต่อกับคุณสนธิญาณ หลังจากที่ได้ไล่เรียงที่มาที่ไปของบทเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิตไปแล้ว แล้วคุณสนธิญาณบอกว่าพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้นสอดคล้องกับพระราชนิพนธ์นี้ ส่วนจะสอดคล้องอย่างไร เป็นยังไงครับคุณสนธิญาณ

 

 

สนธิญาณ : ผมต้องเรียนแบบนี้ว่าการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ท่านไม่ได้มีความตั้งพระราชหฤทัยไม่ได้มีความคิดมาก่อนหน้านี้ ที่จะได้ขึ้นครองราชย์เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 นั้นเป็นพระเชษฐาธิราชที่มีความรักมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งกันอย่างหาที่สุดมิได้ ดังนั้นการจะขึ้นครองราชย์ของพระองค์ท่านมีอย่างเดียวก็ต้องขึ้นครองราชย์แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ซึ่งนั่นก็คือต้องเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้น และแล้วที่สุดครับ เหตุการณ์ไม่ปกติก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ นั่นก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ซึ่งพวกเราคนไทยทุกคนได้จดจำวันนั้นว่าเป็นวันที่ทรงขึ้นครองราชย์ แต่ความจริงเป็นการขึ้นครองราชย์ทั้งน้ำตา หรือถ้าจะพูดตามภาษาชาวบ้านเหมือนกับทั้งน้ำตาและสายเลือดคงจะไหลย้อนเข้าไปในหัวใจของพระองค์ท่าน

 

 

เราลองมาดูนะครับกับเนื้อเพลงที่บอกมีความหมายเกี่ยวกับพระองค์ท่านอย่างไร พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์แต่ต้องเรียกว่าโอกาสยังอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างจะห่างแต่ปรากฏว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 จนปี พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติก็ทำให้จะต้องมีการมาหาผู้ที่จะต้องขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์แทน ความจริงผู้ที่จะต้องขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์คือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก แต่เนื่องจากว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตเสียก่อน และตอนเสด็จสวรรคตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพิ่งมีพระชนมายุได้เพียง 1 ขวบกับ 9 เดือน นั่นแสดงว่าพระองค์ท่านกำพร้าพระราชบิดาตั้งแต่ยังเล็ก กำพร้าพระราชบิดาแล้วมีความรักความผูกพันยังไงสามคนพี่น้อง พวกเราเห็นภาพรู้จักกันดีคือพระพี่นาง เราทันได้รับเสด็จได้เห็นพระองค์ท่าน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 พวกเราไม่ได้เห็นเพราะได้ถูกลอบปลงพระชนม์ไปก่อน หมายถึงคนยุคเรา คนรุ่นหลังที่เกิดหลังปี พ.ศ.2489

 

 

สามคนพี่น้องกำพร้าพ่อสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เสด็จสวรรคตในวันที่ 24 ก.ย. 2472 หลังจากนั้น 3 ปี มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฯเข้ายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2476 เกิดกบฏบวรเดชขึ้น ได้มีการจัดการดำเนินการกับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายอย่างเฉียบขาดและรุนแรง จับกุมเนรเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 อยู่ในลำดับสืบสันตติวงศ์ สถานะของความไม่มั่นใจในสภาพการณ์ทางการเมือง จึงทำให้สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเป็นสมเด็จย่าของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 กับรัชกาลที่ 9 บวกกับสมเด็จย่าที่เรารู้จักคือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตัดสินใจให้สมเด็จย่าและพระพี่นางเธอ รัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 เสด็จไปประทับอยู่ที่สวิสเพื่อหลีกภัยทางการเมือง ย้ำนะครับ หลีกภัยทางการเมือง เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างคณะราษฯมีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ และได้จัดการกำลังทางทหารที่พระบรมวงศานุวงศ์ควบคุมอยู่อย่างเรียกว่าหมดสิ้นในปี 2476 เมื่อเกิดกบฏบวรเดชขึ้น เห็นไหมตรงกับเนื้อเพลงไหม

 

 

ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง หลงไหลหมายปองคนปรานี ขาดเรือนแหล่งพักพำนักนอน ขาดญาติบิดรและน้องพี่ บาปกรรมคงมี จำทนระทม

 

 

เข้าใจความรู้สึกของพระองค์ท่านไหมครับ และที่บอกว่าเพลงนี้มันเกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านอย่างลึกซึ้ง เรามาดูต่อกันว่าความผูกพันและที่ผมอยากจะเรียนต่อว่าพระองค์เป็นราชาเหนือราชา เพราะเมื่อขึ้นครองราชย์เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ กำพร้าพ่อ รักกันสามคนพี่น้อง ต้องหนีภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศและตอนที่พระบาทสมเด็จรัชกาลที่ 8 จะขึ้นครองราชย์ เอาให้ชัดนะครับ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าและสมเด็จย่า ไม่ต้องการให้ลูกของท่านขึ้นครองราชย์เพราะห่วงและกลัวเรื่องการเมืองที่จะมากระทบหรือทำร้ายลูกพระราชโอรสของพระองค์ท่าน

 

 

ปรากฏว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ สืบลำดับสันตติวงศ์กันขึ้นมาก็ต้องเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ทางรัฐบาลขณะนั้นก็กราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ พวกเราได้รับทราบกันดี เราจะเห็นจดหมายการตอบโต้ระหว่างสมเด็จย่ากับสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ไม่อยากให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ กังวลและเป็นห่วงเรื่องการเมือง ซึ่งในระยะเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ยังมีพระชนมายุไม่ถึง 10 ขวบ ในปี 2477 แต่ท้ายที่สุดด้วยสำนึกต่อความรับผิดชอบในบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ก็ต้องขึ้นครองราชย์ แต่ก็ยังประทับอยู่ต่างประเทศและในประเทศไทยก็เหมือนกับไม่มีพระมหากษัตริย์ มีผู้สำเร็จราชการแทนดูแลบ้านเมืองคู่กับคณะราษฯไป จนที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล บรรลุนิติภาวะ พระชนมายุครบ 20 พรรษาเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเต็มภาคภูมิ ได้ตัดสินใจเสด็จกลับประเทศไทย และเกิดเหตุอันสะเทือนขวัญและเศร้าสะเทือนใจ เดี๋ยวจะลำดับความให้ฟังต่อ

 

 

ยุคล : เอาละครับ คุณผู้ชมครับ ได้ฟังสนธิญาณ ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่ระบุกันออกมาสอดคล้องกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต แต่ยังไม่จบเท่านั้น เพราะว่าเรื่องกำลังเดินมาถึงกรณีที่พระบาทสมเด็จอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินกลับมายังประเทศไทยแล้วก็เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียขึ้น หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อ เดี๋ยวมาตามกันเบรกหน้าช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่เดียวครับ (จบช่วงที่ 2)


ยุคล : กลับเข้ามาในช่วงที่ 3 เรามาตามกันต่อเลยนะครับ กับรายละเอียดที่คุณสนธิญาณได้ไล่เรียงเข้ามา ก็ย้ำกับคุณผู้ชมนะครับว่า ได้ไล่เรียงมาถึงเหตุการณ์เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับมายังประเทศไทย แล้วก็เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียขึ้นและหลังจากนั้นได้เกิดอะไรขึ้นต่อมา ให้คุณสนธิญาณ ได้เล่าให้พวกเราทุกคนได้ฟังกันต่อเลยนะครับ

 

 

สนธิญาณ : การเสด็จกลับเมืองไทย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จกลับมาในปี พ.ศ.2488 ในวันที่ 5 ธ.ค. กลับมาอยู่เมืองไทยได้ 6 เดือน ถึงวันที่ 9 มิ.ย.2489 ก็เกิดเหตุอันเศร้าสลดเสียใจ นั่นก็คือพระองค์ท่านถูกลอบปลงพระชนม์ ทีนี้เราต้องกลับไปดูว่าสถานการณ์ของการเมืองตอนนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกับที่สมเด็จย่าได้ทรงกังวลมาโดยตลอด ว่าลูกของพระองค์ท่านจะถูกการเมืองกระทำ ลูกของพระองค์ท่านจะต้องเกิดแรงบีบคั้นหรือถูกทำร้ายจากทางการเมือง เพราะนับตั้งแต่ปี 2476 ที่เกิดบวรเดชแล้ว ส่งผลให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม คุมอำนาจทางการเมือง เรียกว่า อย่างเบ็ดเสร็จ แต่แรกเดิมทีเปลี่ยนการปกครอง ทหารที่เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองร่วมกันเขาเรียกว่า สามทหารเสือ ประกอบด้วย พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิอัคเนย์ จอมพล ป.เรียกว่ายังเป็นทหารหนุ่ม

 

 

สามทหารเสือ เป็นผู้ที่คุมอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่พอเกิดกบฏบวรเดชปี ต.ค.2476 จอมพล ป.ในฐานะที่เป็นหัวหน้าปราบกบฏ แสดงศักยภาพในการรบปราบกบฏ ก็เข้ามาคุมอำนาจทางการทหาร และหลังจากที่ พระยาพหลฯลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี 2480 จอมพล ป.ก็ขึ้นครองอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานและเป็นผู้ที่นำพาประเทศไปผูกกับญี่ปุ่นและก็ไปผูกกับเยอรมันในการที่จะสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีอังกฤษและฝรั่งเศส อเมริกา เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับเพราะก่อนหน้านั้นทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เรียกว่าบีบคั้นไทย เอาดินแดนของไทยไป

 

 

เราต้องสูญเสียดินแดนให้กับ 2 ประเทศนี้ไปในฐานะมหาอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งหนึ่งในคณะราษฯ อ.ปรีดี พนมยงค์ ก็ตั้งคณะเสรีไทยขึ้น เพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่นและฝ่ายเยอรมัน ท้ายสุดฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ มันสัมพันธ์กัน จอมพล ป.ก็หลุดจากอำนาจ ฟากฝั่งของ อ.ปรีดี ก็ขึ้นมาครองอำนาจทางการเมือง และช่วงระเวลานั้น อ.ปรีดี ก็ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพอดี สงครามโลกบรรเทาเบาบาง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ก็เสด็จกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระราชชนนี และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งในขณะนั้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช

 

 

กลับมาอยู่ประเทศไทย 6 เดือนก็เกิดเหตุขึ้น เราลองนึกภาพที่ผมเรียน 3 คนพี่น้อง พี่สาว น้องชาย 2 คน ผูกพันรักใคร่มา แม่เลี้ยงพี่น้องทั้ง 3 คน ไม่ได้ในฐานะเป็นเจ้า เลี้ยงอยู่ในฐานะให้ใกล้เคียงกับผู้คนธรรมดาที่สุด นี่คือสิ่งที่เราได้เห็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็น ทรงธรรม สิ่งที่เราสัมผัสได้ ความรักความผูกพันมาถึงวันหนึ่งต้องสูญเสีย พระเชษฐาไป ยกตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ถามว่า เป็นเรา เป็นท่าน หรือเป็นใครก็ตามแต่มันต้องหัวใจสลาย

 

 

คุณยุคลนึกออกไหม เราจะได้ยิน เราจะได้อ่านถ้อยคำที่เผยแพร่กันอยู่เรื่อยว่า อดคิดถึงพี่ไม่ได้เลย แม้แต่ขณะเดียว ฉันเคยคิดว่าฉันจะไม่ห่างจากพี่ตลอดชีวิต แต่มันเป็นเคราะห์กรรม ไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นกษัตริย์ คิดแต่จะเป็นน้องของพี่เท่านั้น นี่คือความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา ถ้อยคำหรือพระราชดำรัสดังกล่าว ผู้ที่เอามาเผยแพร่คือพระพินิจชนคดี เรียกว่าเป็นหัวหน้าตำรวจที่มาทำคดี มาสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำรัสให้พระพินิจคดีฟัง

 

 

ความจริงเนื้อหาในการเล่าเรียงเรื่องนี้จะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก คือจะพูดถึงว่าเวลาพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เรียกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ก็คือพี่นัน และพระราชดำรัสดังกล่าว ผมก็สะเทือนใจทุกครั้งว่าความรู้สึกที่เราเป็นแบบนี้ ความรู้สึกที่เราต้องรู้สึกอยากจะให้มันเข้าไปในใจของเรา ของคนไทยทุกคนก็คือว่า วันที่ท่านสูญเสียพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 มันหนักหน่วงเหมือนกับที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไป แต่เรายังมีโอกาสยังมีเวลาทำใจเมื่อตอนพระองค์ท่านประชวรกับพระชนมายุ ที่สูงมากแล้ว

 

 

แต่พระองค์ท่านสูญเสียพระเชษฐาในวัยที่ยังเป็นหนุ่ม เพิ่งอายุ 20 เศษ แล้วตัวพระองค์ท่านเองก็เพิ่งพระชนมายุได้เพียง 18 ปี 6 เดือน หยิบยกเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังภายใต้เนื้อหาเพลงชะตาชีวิต และที่ต้ยองการจะบอกว่าพระองค์ท่านเป็นราชาเหนือราชาทั้งปวงเพราะผู้ที่สืบราชสมบัติในภาวะที่จิตใจสูญเสียแบบนั้น แต่ได้สร้างคุณูปการ สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติและประชาชนคนไทย นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกกล่าวกับท่านผู้ชม คิดดูนะครับจะเป็นเราเป็นท่านหรือใครก็ตามแต่ มาอยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ โครงการพระราชดำริ 4 พันกว่าโครงการ ไปคิดไปเฉลี่ยเอาได้เลยว่าใน 70 ปี โครงการดังกล่าวออกมาได้ยังไง

 

 

เราเห็นภาพยนตร์ส่วนพระองค์ เห็นข่าวพระราชสำนัก พระราชกรณียกิจต่างๆ แต่ภายใต้ภาพเหล่านั้นลองสะท้อนย้อนกลับมาให้เห็นถึงหัวใจของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ว่าจากวันที่ขึ้นครองราชย์ภายใต้การสูญเสียอันยิ่งใหญ่ และทรงเสียสละทุ่มเททำงานเพื่อพวกเรา ได้ทรงเสียสละมากขนาดไหน ไปนึกถึงเนื้อเพลงที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของพระองค์ท่าน ผมถึงต้องเรียนว่าท่านทั้งหลายจะต้องแปรเปลี่ยนความเศร้าโศกเสียใจมาเป็นพลัง เหมือนที่พระองค์ท่านได้กระทำให้เราเห็น

 

 

ยุคล : เอาละครับเป็นเรื่องราวที่คุณสนธิญาณได้ถ่ายทอดออกมาในแง่มุมที่ต้องการเอาเรื่องพระราชประวัติของพระองค์ท่านมานำเสนอและให้พวกเราได้เข้าใจว่าบรรยากาศ ณ ขณะนี้เราอยู่ในความโศกเศร้าก็รู้สึกอาลัยต่อพระองค์ท่านได้ แต่ควรรีบเปลี่ยนมาเป็นพลังในการทำสิ่งงดงาม ในสิ่งที่ดี เพื่อดูแลประเทศชาติของเราต่อไปนะครับ ช่วงนี้เราจะพักกันสักครู่เดียว ช่วงหน้าว่ากันต่อกับยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบ (จบช่วงที่ 3)

 

 

 

ยุคล : คุณผู้ชมครับ จริงๆ แล้วตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครองราชย์ทรงงานหนักเพื่อพวกเราทุกคน เราได้ประจักษ์ต่อสายตาผ่านคำบอกเล่าผ่านบันทึก ผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่มีหลักฐานข้อเท็จจริงและพวกเราต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของท่าน เบรกสุดท้ายนี้คุณสนธิญาณก็จะได้มาสรุปเกี่ยวกับการทรงงานของพระองค์ท่านที่ทำเพื่อพวกเรามาตลอดระยะเวลา 70 ปี เป็นยังไงคุณสนธิญาณ

 

 

สนธิญาณ : ผมขอคัดพระราชกรณียกิจ 3-4 เรื่องมาให้พวกเราได้ชมกัน แล้วก็เราจะได้รู้สึกและเข้าใจได้ว่าทุกเรื่องที่พระองค์ทำ พระองค์ท่านศึกษาคิดและทุ่มเททำด้วยพระองค์ท่านเอง และจึงไปใช้ผู้เชี่ยวชาญมาเป็นองค์ประกอบเพราะฉะนั้นทุกเรื่องรู้จริงอธิบาย คือพูดได้ง่ายๆ ว่าอาจจะรู้จริงกว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจริงด้วยซ้ำ (เปิดเทปบันทึก) คงไม่มีบทสรุปใดๆ หรอกครับคุณยุคลครับ ท่านผู้ชมครับเพราะสิ่งที่เราได้เห็นมันประจักษ์ชัดอยู่แล้ว

 

 

ยุคล : เอาละครับคุณผู้ชมนี้คือทั้งหมดของรายการยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบ คุณสนธิญาณสรุปออกมาแบบนี้ ผมก็ไม่มีข้อสรุปเหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นสิ่งชัดแจ้งอยู่แล้ว ราชาเหนือราชา ปวงข้าฯจะเดินตามรอยพระบาททุกชาติไป ค่ำคืนนี้ต้องขอขอบคุณสนธิญาณเป็นอย่างมากนะครับ ที่ให้ข้อมูลและเตือนสติพวกเราทุกคน สวัสดีครับคุณสนธิญาณ ลาคุณผู้ชมแต่เพียงเท่านี้นะครับ กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์หน้า สวัสดีครับ (จบรายการ)