- 27 ธ.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "ยุคลถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ออกอากาศทางช่อง ไบรท์ทีวี หมายเลข 20 ดำเนินรายการโดย คุณยุคล วิเศษสังข์ (หนึ่ง) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : ดูคล้ายๆ เหมือนกับว่าการปฏิบัติการครั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเอาจริง เพราะว่าน่าจะได้มีการออกหมายค้นแล้วถึงได้มีการเตรียมและระดมกำลังโดยไม่ได้มีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อน ต้องย้อนรอยกลับไปดูเหตุการณ์ 14 - 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา สถานการณ์ครั้งนั้นบรรดาเครือข่ายวัดพระธรรมกายรู้ก่อนล่วงหน้าว่าจะมีหมายค้นออกมาจึงได้มีการระดมกำลังและจัดเตรียมกำลังเตรียมพร้อมหากว่าเจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้นจริงๆ ก็แน่นอนว่ามีการพร้อมที่จะปะทะ จะปะทะในรูปแบบสันติวิธีหรือรูปแบบไหนก็ตามแต่ ก็คือจะมีการขัดขวางไม่ให้มีการจับกุมพระธัมมชโยหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแน่นอน ไม่ได้มีการพูดเกินเลยหรอกครับเพราะถ้ามีการยอมก็คงยอมกันไปแล้วมอบตัวไปแล้วนะครับ ก็มีการขัดขวางมีการเตรียมการ ดังนั้นครั้งนี้เราจึงจะเห็นได้ว่าจู่ๆ กำลังก็เคลื่อนไปเลยตั้งแต่เช้ามืดหรือบางส่วนก็เคลื่อนตั้งแต่เมื่อคืน ดูคล้ายๆ ว่าจะเอาจริงเพราะออกหมายค้นก็ทำเป็นความลับ ไม่ได้ล่วงรู้ไปถึงรู้ศิษย์วัดพระธรรมกาย การขยับกำลังที่เป็นอยู่ในตอนนี้คล้ายจะเอาจริง ผมย้ำว่าคล้ายจะเอาจริง แต่จะเอาจริงได้อย่างไรถ้าเจ้าหน้าที่ยังปล่อยให้มีคนเข้าไปในวัดได้ตอนนี้ ก็เท่ากับว่ายังเปิดช่องให้วัดพระธรรมกายระดมลูกศิษย์ในการที่จะตั้งกำแพงแนวขวางทางขัดขวางเจ้าหน้าที่ ถ้ายังไม่มีการปิดประตูเข้าออกผมก็เข้าใจว่าวันนี้ก็ต้องยกกำลังกลับไปเหมือนเดิม เพราะหลักการชัดเจนที่ทางอำนาจรัฐและเจ้าหน้าที่แสดงให้เห็นเสมอมาคือไม่สามารถที่จะสุ่มเสี่ยงเข้าปะทะได้ เพราะไม่รู้ว่าแนวป้องกันที่ตั้งอยู่ในวัดพระธรรมกายนั้นจะมีบรรดาลูกศิษย์ที่รักสันติหรือพระที่เป็นพระจริงๆ หรือไม่ อย่างกรณีช่างภาพที่ได้รับการว่าจ้างโกนผมเพื่อไปปฏิบัติการบางอย่าง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าในวัดหรือในคนที่ห่มผ้าเหลืองอยู่นั้นเป็นพระจริงหรือไม่ ส่วนเรื่องที่ถามว่าสำนักข่าวทีนิวส์ ไม่ต้องห่วงหรอกครับเพราะคนที่ได้โกนหัวและนำมาสัมภาษณ์ได้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายความมั่นคงไว้หมดแล้ว ถ้าเป็นเรื่องจริง แต่ภายใต้เรื่องจริงที่เอามาเรียนตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทีนิวส์ครับ ก็คือเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นว่าแนวตั้งรับภายในวัดนั้นต้องทบทวนและรัฐต้องใคร่ครวญว่าหลังจากที่ทางอำนาจรัฐได้ข้อมูลไปจากช่างภาพของทีนิวส์คนดังกล่าวได้ไปสืบสวนความไปติดตามกระบวนการต่างๆ อย่างใกล้ชิดว่าข้อเท็จจริงเป้นอย่างไร เพื่อที่จะได้หาข่าวสารมาตั้งแนวทางที่จะทำให้ถูกต้อง ดังนั้น ณ เวลานี้ติดตามกันอย่างใกล้ชิด แล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแนวการป้องกันข้างในเป็นอย่างไร ไปดูต่อนะครับว่าก่อนหน้านี้มีการสร้างเหตุการณ์ดราม่า เช่นมารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสไม่กี่วันโดนเข้าไปไม่รู้กี่สิบคดี หรือวัดพระธรรมกายเป็นวัดหรือเป็นอะไรกันแน่ ที่โดนคดีเป็นร้อยๆ คดี ข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจกันนะครับ คือถ้าไม่มีเหตุทางกฎหมายเจ้าหน้าที่สั่งดำเนินคดีไม่ได้หรอกครับ และการสั่งดำเนินคดีถ้าเป็นการกลั่นแกล้งผมรับรองได้ว่าวันหนึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จะโดนฟ้องประพฤติมิชอบติดคุกได้ เหตุการณ์เหล่านี้เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วครับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ตั้งข้อหาคนอื่นมั่วซั่ว รับใช้อำนาจทางการเมือง ท้ายที่สุดเห็นไหมครับหมดอำนาจลงตายหยังเขียดอยู่คนเดียวก็โดนฟ้อง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตั้งข้อหากลั่นแกล้งหนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ชุดนี้ถ้าจะแกล้งวัดพระธรรมกายและตั้งข้อหาเป็นร้อยๆคนคดี ถ้าแกล้งจริงเจ้าหน้าที่ก็ตายเหมือนกันอย่าได้กลัว แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องคิดจริงๆ แทนที่จะมาสร้างเรื่องดราม่า คือทบทวนการกระทำเมื่อเผยแพร่ธรรมะ สอนธรรมะคนอื่น ปัจจัยเหตุแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ผลทุกผลที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมล้วนมาจากปัจจัยแห่งเหตุทั้งสิ้น คดีทั้งหลายนะครับที่เกิดขึ้นก็ต้องไปดูว่าทำจริงหรือเปล่า ทุกคนในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีใครที่จะอยู่เหนือกฎหมายได้ วันนี้ต้องติดตามทีนิวส์อย่างใกล้ชิด เกาะติดทุกประตู เกาะติดสถานการณ์ แม้จะแห้วก็ต้องติดตามดูครับ หากไม่มีการเข้าจับกุม ก็คือต้องย้ำต้องเข้าใจเจ้าหน้าที่นะครับว่าเจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแรงกระทบกระทั่ง ถึงอย่างไรวัดพระธรรมกายก็เป็นวัดครับ และหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็จะมีแต่ความเสียหายเกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องติดตามเพราะดูเหมือนว่าตั้งท่าจะเอาจริงครับ แต่ถ้าวันนี้ยังไม่ได้ก็ถือว่าเป็นการหยั่งและทดสอบกำลังกันไปอีกครั้งหนึ่ง
