"ตู่" โดดป้อง "จ่านิว" ไม่ฝ่าฝืนชุมนุมการเมือง - ยกเหตุการณ์ "14 ต.ค.16" มาอ้างสุดโต่ง !!

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"จตุพร" มาตามนัด !! โดดป้อง "สิรวิชญ์" หรือ "จ่านิว" สุดตัว โดยเชื่อว่าการที่ก่อหวอดไปอุทยานราชภักดิ์นั้น ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนชุมนุมทางการเมือง ไปเพื่อสำรวจความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น พร้อมกับยกบทเรียน "14 ตุลาคม 2516" มาอ้างหน้าตาเฉย หวั่นเป็นการจุดประกายการต่อสู้ขึ้น หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ ... ทั้งนี้การที่ยกพวกไปอุทยานราชภักดิ์นั้น มีจุดประสงค์เพียงแค่การตรวจสอบการทุจริตเท่านั้นหรอกหรือ ???


วันนี้ (9 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล โดยประเมินว่า กลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ที่มีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว และเพื่อนไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน อันขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้วนำไปสู่หมายจับตามมาในภายหลังจะทำประกายการต่อสู้ถูกจุดขึ้นและลุกลาม ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง

 


นายจตุพร กล่าวว่า จ่านิว และเพื่อนนักศึกษาเชื่อว่า การเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ไม่มีความผิด และยังไม่เข้าข่ายการฝ่าฝืนชุมนุมทางการเมือง รวมทั้งยืนยันจะเคลื่อนไหวต่อไป ดังนั้นจากนี้ไปตำรวจต้องออกหมายจับจ่านิวกับพวก ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้พร้อมใจให้ถูกจับ โดยยืดแนวทางอารยะขัดขืน เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ทำความผิดอะไร จ่านิวไปอุทยานราชภักดิ์ ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน และตนเชื่อเช่นกันว่า แนวทางอารยะขัดขืนของนักศึกษาเป็นสิ่งต้องรวมทั้งกลุ่มนักศึกษาเดินหน้ามาไกล เห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้น หากรัฐบาลและ คสช.ไม่วิตกเกินกว่าเหตุก็คงไม่เกิดปัญหา แต่สิ่งน่าห่วงคือ รัฐจัดตั้งคนมาชุมนุมขัดขวางที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง ดังนั้น จ่านิว และเพื่อนจึงพร้อมจะเกิดเรื่องเพราะไม่ได้ทำผิด

 


นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าตำรวจออกหมายจับ จะเกิดเป็นเรื่องอื่นแทรกเข้ามาทันที บทเรียนจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 เริ่มจากการลบชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จนลุกลามไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ในอดีตแสดงถึงนักศึกษาเป็นผู้จุดประกายการต่อสู้ขึ้น ด้วยพลังอันบริสุทธิ์จึงไม่จำเป็นต้องใช้คนมากมายมาร่วมกดดันด้วย

 


"การที่กลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ประกาศเดิมพันจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ รัฐถ้าคิดอย่างรอบคอบ ก็จะไม่ดำเนินคดีเรื่องนี้มาแต่ต้น และหากออกหมายจับนักศึกษาก็พร้อมให้จับ เพราะพวกเขายอมเอาอิสรภาพมาจุดประกาย และเมื่อผู้ปกครองลุแก่อำนาจ ชอบทำตัวเป็นนายประชาชนโดยคิดแต่ว่า มีคนหนุนหลังนักศึกษาแล้ว ย่อมจะทำให้พลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาลุกโชนขึ้นทันที" นายจตุพร กล่าว

 


นายจตุพร กล่าวว่า กลไกรัฐไม่รู้เลยว่า เมื่อประชาชนลุกขึ้นต่อสู้แล้ว จะลืมความตายเบื้องหน้าไปสิ้น จ่านิวและเพื่อนสู้โดยไม่รับทราบข้อกล่าวหาเพราะไม่ผิด เมื่อถูกหมายจับ จะไม่ประกันตัว คนแห่ไปเยี่ยมมากขึ้น ก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา สิ่งนี้แสดงว่า คนคิดแทนนายเพื่อเอาใจนาย แต่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้น ขณะนี้นี้พิสูจน์ชัดว่า กำลังอำนาจแก้ไขปัญหาชาติไม่ได้ การทุจริตเกิดเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วจะเอาจริงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเชื่อหรือว่าคณะรัฐมนตรีไม่มีการทุจริต กล้าสาบานตัวที่วัดพระแก้วหรือไม่ การด่านักการเมืองโกง ก็เป็นความคิดของการยึดอำนาจทุกครั้ง แต่ธรรมชาติอำนาจแล้ว ช่วงปลายทุกครั้งจะถูกประชาชนขับไล่เพราะการทุจริตเช่นกัน

 


นายจตุพร กล่าวว่า ประวัติศาสตร์อธิบายได้เป็นอย่างดีว่า อำนาจกับผลประโยชน์มักมาด้วยกัน อำนาจเมื่ออ้างเข้ามาเพื่อปราบคนโกง แต่สุดท้ายกลุ่มอำนาจจะโกงกันเสียเอง ดังนั้น ธรรมชาติของอำนาจมักเป็นเช่นนี้ แม้สำนักสถิติแห่งชาติทำโพลมีคนนิยมรัฐบาลถึง 99.5 % เพื่อเอาใจผู้นำ แต่ไม่อาจประกันการมีอำนาจต่อไปไว้ได้

 


"ปัญหามากมายในขณะนี้ กรณีราคายางพาราและข้าวตกต่ำ และพืชการเกษตรส่วนใหญ่ถูกมหาอำนาจครอบครองไว้หมด รวมทั้งรถไฟไทย-จีน ที่ช้าแต่แพงเป็นปัญหาถูกวิจารณ์กันหนักหน่วง ซึ่งเต็มไปด้วยข้อพิรุธ สงสัยมากมาย ขณะเดียวกันประชาชนอยู่ในภาวะหิวโหย เดือดร้อนกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ จึงไม่เป็นสิ่งดีของผู้ปกครอง ดังนั้น แม้วิธีการเข้ามาไม่ถูกต้อง แต่ประชาชนให้โอกาส ถ้ามีการทุจริตเสียเองคนไทยก็รับไม่ได้ สิ่งสำคัญ คนไทยไม่ชอบเผด็จการ และการคอรัปชั่น หากเผด็จการมารวมกับคอรัปชั่นเมื่อไร ปัญหาจะเกิดขึ้น และถูกจุดประกาย ลุกลามไม่แตกต่างจากบทเรียนในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516" นายจตุพร กล่าว