- 27 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารข้อมูล www.tnews.co.th
"ปปช." จัดสัมมนา "การทุจริต ภัยร้ายแรงต่อประเทศ" -ด้าน "สุภา" ยกเคสทุจริตคลองด่าน ย้ำคดีดังกล่าวจะมองแค่หลักนิติศาสตร์เพียงมุมเดียวไม่ได้ ต้องมองหลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เอาคนผิดเข้าคุกเท่านั้น เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีผลข้างเคียงให้คนล้มป่วย ความเสียหายดังกล่าวแลกด้วยราคาที่จ่ายมหาศาล การยึดทรัพย์ด้วยจึงสาสมกับผลการกระทำ
วันนี้ ( 27 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จัดอบรมหลักสูตรนิติเศรษฐศาตร์ระยะสั้นรุ่นที่ 2 พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ทำหน้าที่ประธานกล่าวเปิดงานว่า การทุจริต ร้ายแรงมากต่อประเทศ โดยสิ่งสำคัญเกิดจากเขาต้องการมีมาตราฐานทางสังคม และการโกงก็คือหนทางจะไปสู่เป้าหมายมาตราฐานทางสังคม เช่น ทุกคนอยากมีการศึกษาดี มีบ้าน มีรถให้ลูกหลาน หนทางไปสู่อาจจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสภาวะความพร้อม ความไม่เหมือนกัน นำมาซึ่งคนกระทำความผิด เขาก็ได้หาหนทางที่อยากได้เป้าหมายสังคมที่อยากมี อย่างไรก็ดีการทุจริตนั้นพิเศษกว่าอย่างอื่น เนื่องจากคนที่มีบ้านอยู่แล้วจะมีมากยิ่งขึ้น จะได้เปรียบคนอื่น เพราะฉะนั้นกลไกการแก้ไขตรงนี้ต้องซับซ้อนมากขึ้น สร้างการรับรู้สร้างการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยหลักนิติเศรษฐศาตร์จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในบ้านเราที่มีโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากและจะเห็นชัดๆในอนาคต ดังนั้นหากโครงสร้างกลไกของสังคมไปทางด้านเศรษฐศาตร์ก็จะมีการช่วยกันสร้างการรับรู้ กลไกตรวจสอบและจะทำให้ปัญหาตรงนั้นลดน้อยลง เพราะฉะนั้นการลงทุนจึงคุ้มค่าซึ่งตรงนี้เองก็จะทำให้สำนักงาน ป.ป.ช.บรรลุวัตถุประสงค์มากยิ่งขึ้นในภารกิจการต่อต้านปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้เมื่อตนและคณะที่มาใหม่เราก็พยายามจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ กลไกการทำงานของ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นองค์กรพิเศษ ทุกคนเต็มใจทำงานการขับเคลื่อน เพื่อเราจะได้บาลานซ์ในการปราบปรามและการป้องปราม
ด้าน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวบรรยายในหัวข้อ มุมมองทางนิติเศรษฐศาตร์เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและการตรวจสอบติดตามโครงการ ซึ่งมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า ทุกอย่างของเราอยู่บนพื้นฐานว่าคุ้มหรือไม่ ไม่ว่าเรื่องของชีวิตส่วนบุคคล ในเรื่องของการทำงานก็เช่นกัน เราคงต้องมองว่าในขณะนี้คดีเร่งด่วนหมดอายุความหรือไม่ และเร่งทำให้เสร็จเราต้องดูขาดอายุความเมื่อไหร่ไม่คุ้ม ชี้ให้เห็นมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ แต่ในตัวกฎหมายเราต้องมองการเปลี่ยนพฤติกรรม คนไม่ดีเป็นคนดีจึงดูที่บทลงโทษ เมื่อทำผิดต้องถูกลงโทษให้สาสม แต่ของเศรษฐศาตร์ไม่ใช่มองการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ดูเรื่องของผลกระทบต่อบุคคลเป็นสำคัญ เช่น คลองด่าน ลงโทษติดคุกในแง่ของตนคิดว่าไม่คุ้มเงินลงทุนไปเพื่อให้ได้ที่ดินมาก่อสร้างมาเสียประโยชน์ใช้งานไม่ได้ ซึ่งต้นทุนตรงนี้เกิดจากที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินบำบัดนำเสียน้ำในคลองทำให้คนเสียสุขภาพ คนบริเวณนั้นเสีย นักเศรษฐศาตร์มองตรงนั้นเป็นบทลงโทษมากกว่า ซึ่งวิธีเศรษฐศาสตร์มองต้องให้สมดุลกัน กฎหมายมองความยุติธรรมมองแล้วได้รับความยุติธรรมจบ แต่ของเรามองสมดุลหรือไม่ เราเสียผลประโยชน์จากคลองไม่ใช่เพียงติดคุกแล้วจบ
นอกจากนี้ ในส่วนของ การตรวจสอบทรัพย์สินต้องมีเรื่องเสรษฐศาตร์เข้าไปเกี่ยวข้องโดยหากคนไหนเราชี้ทุจริตต้องขอตรวจสอบทรัพย์สินทุกราย โดยอาจต้องแก้ไขกฎหมายเพราะบางคนหนีบทลงโทษไป แต่ทรัพย์สินยังอยู่ ทั้งนี้ที่เราจะแก้ไขกฏหมาย ป.ป.ช. ฉบับที่สาม จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากอายุความยังอยู่แม้คุณจะหนีไป ยังไงต้องถูกลงโทษแน่ ซึ่งในหักเศรษบศาตร์ทำผิดทุจริตไม่ใช่เพียงการลงโทษโดยติดคุก แต่คุณต้องชดค่าใช้ จ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องดูโอกาสของธุรกิจนั้นเสียหายหรือไม่ ต้องนึกถึงคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งคนที่ทุจริตไม่ใช่ทุจริตเพราะอยากติดคุก แต่ทุจริตเพราะอยากได้ทรัพย์ ดังนั้นเราต้องใช้หลักนี้ คือเมื่อทุจริตต้องคืนทรัพย์มา โดยเราก็พยายามหาทรัพย์สินที่โกงไปกลับคืนมาให้ได้ แต่หากหาไมได้ก็ต้องเอาทรัพย์สินที่มีมาชดใช้ ไม่ใช่แค่ติดคุกแล้วจบ เพราะในมุมตนไม่เพียงพอ สำหรับคนที่เสียภาษีอย่างไรก็ดีจะเห็นว่าหลักเศรษฐศาตร์กับหลักนิติศาตร์เป็นคนละมุม แต่เมื่อมาตีความและทำให้บาลานซ์กันก็จะเห็นว่าการใช้สองหลักนี้จะเกิดความเป็นธรรมแก่สังคมมากๆ
