"ใจ อึ๊งภากรณ์" เห็นพ้อง "ทหารมีไว้ทำไม" !! มีแต่ทำให้การเมืองล้าหลัง เทียบได้ปรสิต

ติดตามข่าวสารข้อมูล www.tnews.co.th

 

วันนี้ ( 7 ก.พ.)  นายใจ อึ๊งภากรณ์ หรือ ใจลส์  นักวิชาการฝากฝั่งคนเสื้อแดง ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีม.112 ในต่างแดน  ได้แสดงเห็นสนับสนุนบทความของนายนิธิ เอียวศรีวงศ์  ในชื่อเรื่องว่า "ทหารมีไว้ทำไม"  มีใจความว่า

 

 

                           ทหารไม่ได้เป็น “รัฐอิสระภายในรัฐ” อย่างที่หลายคนมอง เพราะกองกำลังพิเศษติดอาวุธนี้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ แยกไม่ออกจากรัฐ เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครอง ในกรณีไทยก็เป็นแบบนี้

 

 

                                เราต้องเข้าใจว่ารัฐทุนนิยมเป็นสิ่งที่นักมาร์คซิสต์เรียกว่า “เผด็จการของชนชั้นนายทุน” คือมีเครื่องมือกดขี่ขูดรีดพลเมืองทั่วไปครบมือ แต่เนื่องจากสังคมชนชั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ชนชั้นปกครองมักจะใช้ยุทธวิธีหลากหลายในการคุมประชากร ในประเทศตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบการปกครองมักเป็นรูปแบบประชาธิปไตยทุนนิยม ซึ่งดีกว่าเผด็จการเบ็ดเสร็จแน่นอนเพราะมีพื้นที่เสรีภาพพอสมควร และในพื้นที่นั้นเราสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น แต่อย่าลืมว่าในยุค 1930 รัฐในเยอรมันและอิตาลี่ หันมาใช้เผด็จการฟาสซิสต์ ดังนั้นทุกอย่างมันไม่ได้คงที่ตลอดเวลา

 

 

 

                          รัฐทุนนิยมมีสองด้านเสมอ คือด้านยิ้มที่เปิดพื้นที่ประชาธิปไตย และด้านโกรธที่ใช้กองกำลังจัดการกับเรา

 

 

 

                        ในไทยชนชั้นปกครองทุนนิยมประกอบไปด้วยนายทุน ข้าราชการชั้นสูง และนายทหารชั้นสูง และชนชั้นนี้มีกษัตริย์เป็นสัญญลักษณ์เพื่อพยายามสร้างความสามัคคีข้ามชนชั้น คือมีไว้สร้างภาพว่าเราทุกคนคิดเหมือนกัน ให้ทุกคนรักชาติ ศาสนา กษัตริย์ แต่สัญญลักษณ์นี้ก็มีสองด้านเช่นกัน เพราะถ้าไม่รักก็ปราบด้วย 112 และวิธีอื่น

 

 

 

                                เวลาพวกนายพลหัวทึบชอบตะคอกว่า “ทหารคือรั้วของชาติ” ในความจริงคนที่อยู่ในรั้วนั้นมีแค่พวกชนชั้นปกครอง พวกเราพลเมืองธรรมดาอยู่นอกรั้ว ทหารมีบทบาทสำคัญในการปราบเราเพื่อประโยชน์ชนชั้นปกครอง และมีบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์ของพวกมันเองเมื่อถูกท้าทายจากชนชั้นปกครองของประเทศอื่น คือในยุคสงคราม แต่ในกรณีไทยกองทัพไม่เคยสามารถรบกับกองทัพประเทศอื่นได้เลย คือเป็นกองทัพของพวกมือไม้อ่อน เวลาญี่ปุ่นบุกไทยตอนสงครามโลกครั้งที่สองก็ยอมแพ้ทันที เวลาจักรวรรดินิยมอังกฤษกับฝรั่งเศสท้าทายรัฐทุนนิยมใหม่ของไทยในยุครัชกาลที่๕ ก็หมดสภาพทันที ต้องมีการเจรจาต่อรองและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกรุงเทพฯ กับลอนดอนและปารีส

 

 

 

 

                           เวลานายพลหัวทึบตะคอกอีกว่าทหารปกป้องเราจากโจร เราคงต้องหัวเราะ เพราะโจรใหญ่สุดในสังคมไทยคือทหาร ไม่ว่าจะเป็นการปล้นสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย การฆ่าประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว หรือการค้ายาเสพติดและของเถื่อนอื่นๆ ทหารเป็นตัวหลักเสมอ

 

 

 

                            ทั้งๆ ที่ยุทธ์มันพองตัวเหมือนคางคกเพื่ออวดว่าตนเอง “กู้ชาติ” จากวิกฤต มันก็แค่กู้สถานการณ์เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองเท่านั้น มันมีรถถังและอาวุธก็จริง แต่ถ้ากลุ่มส่วนใหญ่ในหมู่ชนชั้นปกครองไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารของมัน มันก็ทำไม่ได้ หรือถ้าทำก็อยู่ไม่ได้นาน

 

 

 

 

                         ถ้ามองไปที่พม่า หลายคนชอบพูดว่ากองทัพพม่า ที่เรียกว่า “ตะมะดอ” (Tatmadaw) เป็น “รัฐอิสระภายในรัฐ” แต่มันก็ไม่ใช่อีก มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ชนชั้นปกครองพม่าแตกแยกอ่อนแอและพวกนายพลขึ้นมาเป็นแกนนำของชนชั้นปกครองเท่านั้น เผด็จการทหารเป็นเพียงใบหน้าหนึ่งของรัฐทุนนิยม แต่กรณีไทยไม่สุดขั้วเท่าพม่า

 

 

ในขณะที่นายทุน ข้าราชการชั้นสูง และพวกนายพลตกลงกันว่าทหารควรเข้ามาคุมอำนาจสักพักหนึ่ง เพื่อตัดแปลงระบบการเมืองให้ผิดเพี้ยนไปจากประชาธิปไตย ผ่านการปฏิกูลการเมือง เราต้องเข้าใจว่านายพลต่างๆ ก็เป็นมนุษย์เช่นกัน คิดเองเป็น และสมาชิกของชนชั้นปกครองก็แข่งกันและร่วมมือกันในขณะเดียวกัน เหล่ามนุษย์ใส่เครื่องแบบจะโลภทั้งทรัพย์และอำนาจ ดังนั้นงบประมาณในการซื้ออาวุธและรักษากองทัพเป็นแหล่งหากินสำคัญเสมอ ถ้าไม่ปกครองประเทศก็สามารถเบ่งอำนาจเพื่อหากินกับการขายของเถื่อนหรือนั่งบนกรรมการบริหารสื่อหรือรัฐวิสาหกิจ และการมีอำนาจทางการเมืองเป็นโอกาสในการกินเพิ่ม

 

 

สรุปแล้วทหารไทยไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับพลเมืองทั่วไป มันเป็นองค์กรที่ช่วยทำให้ระบบการเมืองล้าหลัง และในแง่ที่คล้ายปรสิต มันเป็นทั้งพิษภัยต่อพวกเรา และสูบทรัพยากรสำคัญจากสังคม

 

 

แล้วเราต้องทำอะไรกับปรสิต??