- 18 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
"ครม." ส่งข้อเสนอแก้ไขร่างรธน.16 ข้อ ชงข้อเสนอ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ - ไม่เห็นด้วยให้แยกศาลรธน.มาไว้ในหมวด 11 หวั่นเกิดความเข้าใจผิดไปเพิ่มอำนาจให้ศาล พร้อมแก้ไขเรื่องอายุของตุลาการฯจากไม่เกิน 75 ปี ให้กลับมาเป็นไม่เกิน 70 ปีดังเดิม
วันนี้ (18 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงความคืบหน้าการประชุม กรธ.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนร่างรัฐธรรมนูญถึงหมวด 3 สิทธิเสรีภาพ ซึ่งได้แก้ไขปรับปรุงตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ โดยยืนยันว่า กรธ. ให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ไม่ได้เน้นรับฟังแต่ข้อเสนอแนะจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามที่มีบางฝ่ายกล่าวหา
ส่วนกระแสข่าวว่า กรธ.ขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่งข้อเสนอแนะมาให้ใหม่นั้นก็ไม่เป็นความจริง ทาง สปท.ได้ส่งข้อเสนอแนะทั้งเรื่องการปฏิรูปในมาตรา 269 , ข้อเสนอแนะของ กมธ.แต่ละคณะ และข้อเสนอแนะของสมาชิก สปท.ทั้งหมดมีความคิดเห็นชัดเจนแล้ว ส่วนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปฏิเสธแล้วว่าจะไม่ส่งเข้ามา ทั้งนี้ กรธ.ได้แจกจ่ายสำเนาข้อเสนอของ ครม.และ สนช.ให้สื่อมวลชนแล้ว
ทั้งนี้ สำเนาข้อเสนอและความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ครม.ตามที่หนังสือ นร.0404/1625 ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี โดยฝ่ายเลขานุการประธาน กรธ.ได้รับเรื่อง เลขรับ 110/59 วันที่ 15 ก.พ. โดยมีรายละเอียดจำนวน 7 หน้า ครม.ได้แสดงความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจำนวน 16 ข้อ อาทิ ข้อ 4 ในมาตรา 48 กระทรวงกลาโหมและรองนายกฯ หลายท่านได้แสดงความเห็นมาว่า มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 50 น่าจะมีความเหมาะสมกว่า และควรแก้ไขใหม่ให้ครอบคลุมภารกิจที่ต้องใช้การทหาร โดยเปลี่ยนเป็น รัฐต้องจัดให้มีการทหารมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อแสดงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ
มาตรา 139 วรรคสอง ที่เกี่ยวกับในกรณีที่ ส.ส. , ส.ว.และ กมธ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทำมิได้ ซึ่งร่างของ กรธ.ยังขาดความชัดเจนเพียงพอในการใช้บังคับ เพราะหากตีความเคร่งครัด ส.ส. , ส.ว.และ กมธ.ฯ ย่อมไม่สามารถเข้ามามีส่วนในการใช้งบประมาณไม่ว่าจะทางตรงหรือ ทางอ้อมได้เลย รวมทั้งมาตรา 139 วรรคสาม ที่บัญญัติความรับผิดของ ครม.กรณีมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติในวรรคสอง "กรณีที่ ครม.เป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการ" ให้ ครม.พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น หากมีการตีความการมีส่วนร่วมทางตรงหรือทางอ้อมการใช้งบฯ ครม.แต่ละคนซึ่งมีสถานะเป็น ส.ส.จะไม่สามารถเสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายได้ เลยให้แก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ ทั้งที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการงบประมาณได้
มาตรา 190 เสนอให้คดีทุจริตของนักการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ต้องพิจารณาในศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ไม่ควรจัดให้มีศาลเดียว ควรแก้ให้การอุทธรณ์เป็นสิทธิในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อเป็นระบบสองศาล
นอกจากนี้ ครม.ยังไม่เห็นด้วยกับการแยกศาลรัฐธรรมนูญออกมาไว้ในหมวด 11 ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 แม้จะมีเหตุผลอยู่แต่ก็ไม่มีเหตุผลหนักแน่นพอ ตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าไปเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งก่อให้เกิดการโต้แย้งว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลตามหมวด 10 และมาตรา 3 ในบททั่วไป ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ครม.และศาลหรือไม่ และควรแก้ไขเรื่องอายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากไม่เกิน 75 ปี ให้กลับมาเป็นไม่เกิน 70 ปีดังเดิม
มาตรา 268 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอความเห็นว่า การกำหนดให้นำลำดับอาวุโสในการแต่งตั้งโยกย้ายให้กำหนดให้ใช้ลำดับอาวุโส เห็นเพียงเป็นมิติหนึ่งของตำรวจและการปฏิรูปควรทำทั้งระบบ และจะขัดกับหลักการกิจการที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ เพราะอาจต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ สมรรถนะสุขภาพและอื่นๆ โดยอ้างคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด อ.542/2557 ลงวันที่ 22 ต.ค.57 การแต่งตั้งไม่อาจใช้หลักอาวุโสอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ครม.เห็นด้วยกับการปฏิรูปให้แยกออกมาเป็นการเฉพาะ และอาจระบุหัวข้อที่ควรปฏิรูปและองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ ครม.ยังเสนอความเห็นต่อว่า ควรกำหนดบทเฉพาะกาลกำหนดการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับโรดแม็ปของ คสช.คือภายใน ปี 2560 เดือน ก.ค.เป็นต้นไป และเห็นว่ากรณีที่ให้ กรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นรวม 10 ฉบับ เห็นว่าจะทำให้การเลือกตั้งช้าออกไป โดยเสนอให้ กรธ.ทำเฉพาะกฎหมายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งและการจัดการให้มี ส.ว.จนแล้วเสร็จ
ข้อเสนอสุดท้ายของ ครม.มองว่าขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เป็นความไม่วางใจและไม่แน่ใจในระบบตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ อาจทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหล ขัดแย้งและไม่สงบเรียบร้อย เข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลวดังเช่นก่อนเดือน พ.ค.57 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาทิ ปัญหาการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และคุณธรรมของคนในชาติ ประเทศตกอยู่ในวังวนแห่งการสู้รบและปัญหาอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดิน การสร้างความสามัคคีปรองดองและการปฏิรูปประเทศสะดุดล้มเหลว ซึ่งถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ และความเป็นความตายของประเทศ ครม.จึงเห็นว่า หากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกิจ หรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนาน โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้รัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติได้
