- 21 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
"อลงกรณ์ พลบุตร" ชงข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2 ข้อต่อกรธ. หนุนบัญญัติให้ยึดแนวทางประชาธิปไตย และเชิญตัวแทน "ฝ่ายการเมือง" มาหารือช่วยกันแก้ปัญหาหากประเทศเกิดวิกฤต ...
วันนี้ (21 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ 1 กล่าวว่า ขณะนี้กรธ.กำลังปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญหลังจากรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนรวมทั้งแม่น้ำ 3 สาย (ครม.-สปท.-สนช.) เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ก่อนถึงวันลงประชามติ 31 ก.ค. ตามโรดแมปสู่การเลือกตั้งในปีหน้าเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากของกรธ.ว่าจะปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรในการตอบสนองข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆโดยเฉพาะความเห็นที่ครม.ส่งให้กรธ. 16 ข้อมีโจทย์ใหญ่คือจะมีมาตรการอะไรไม่ให้ประเทศเผชิญวิกฤติการณ์ดังเช่นที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร 22 พ.ค. ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอยู่ในตอนนี้
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ข้อห่วงใยของครม.ตรงกับความกังวลของคนส่วนใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าหลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองขยายบานปลายกลายเป็นวิกฤติของประเทศตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาจนประเทศไทยเกือบเป็นรัฐที่ล้มเหลวและท้ายที่สุดจบลงด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ดังนั้นจึงขอเสนอต่อกรธ.ดังนี้
1.ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญส่วนแรกที่ใช้บังคับเป็นการถาวรให้ยึดแนวทางประชาธิปไตยที่เป็นหลักสากล เช่น นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส., สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง, วางระบบถ่วงดุลย์และตรวจสอบบนฐานอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เป็นหลัก,กำหนดสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานสากลและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่าให้ยากจนเกินควร เป็นต้น
2.ส่วนเรื่องเฉพาะกิจในระยะเปลี่ยนผ่านให้บัญญัติในบทเฉพาะกาล เช่น ที่มานายกฯ. ที่มาสว. มาตรการและกลไกป้องกันวิกฤติมิให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ก่อน 22 พ.ค.2557 โดยเขียนระยะเวลาและขั้นตอนกระบวนการให้ชัดเจน โดยกรธ.ควรเชิญตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งมาหารือเฉพาะประเด็นสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกิจเฉพาะกาล การแก้ไขปัญหาความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดองไม่สามารถใช้อำนาจใดๆแม้แต่รัฐธรรมนูญบังคับให้เกิดขึ้นได้ดังเช่นการรัฐประหารปี 2549 และรัฐธรรมนูญปี 2550 เว้นแต่จะให้ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งมีส่วนในการช่วยคิดช่วยทำและตระหนักถึงปัญหานี้ที่ต้องรับผิดชอบอนาคตของประเทศร่วมกัน ตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านอำนาจในประเทศเมียนมาร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่เห็นเป็นประจักษ์ใกล้ตัวที่สุด
"ข้อกังวลของครม.ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจมองข้ามหรือละเลยไม่ใส่ใจและไม่ใช่เป็นข้อห่วงใยของครม.แต่ฝ่ายเดียวหากเป็นข้อกังวลของทุกฝ่ายและไม่ใช่ประเด็นที่จะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด ผมคิดว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศและของทุกคน เคยถามนักการเมืองพรรคใหญ่ว่ามั่นใจแค่ไหนว่าเลือกตั้งแล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือวิกฤติอีก ปรากฎว่าไม่มีใครมั่นใจแม้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้นต้องช่วยกันออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันหรือแก้ไขมิใช่ปล่อยให้ไปตายเอาดาบหน้าสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อบ้านเมืองแตกแยกและประชาธิปไตยไปไม่รอด" นายอลงกรณ์ กล่าว
