- 07 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
"ประธานแอมเนสตี้ไทย" โร่พบ "พล.ต.วีระชน" เพื่อติดตามเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย โดยทางรัฐบาลย้ำว่าทุกอย่างที่ทำลงไป มีที่มาที่ไป และต้องการให้ประเทศไทยเป็นมาตรฐานสากลในทุกเรื่อง ยืนยันว่าไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกในการหารือ ...
วันนี้ (7 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชำนาญ จันทร์เรือง ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนมาติดตามเรื่องที่เราเคยแถลงการณ์เรียกร้องในเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ทั้งเรื่องการเปิดให้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม สิทธิเสรีภาพในการที่จะไม่ถูกจับกุม คุมขัง หรือขึ้นศาลทหาร ซึ่งทางรัฐบาลได้พยายามอธิบายถึงสถานการณ์ความจำเป็นต่างๆ และพยายามบอกว่ารัฐบาลทำตามมาตรฐาน เราก็ไม่ได้บอกไปว่าได้หรือไม่ได้ เราทำตามหน้าที่ของเราในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งการพูดคุยกับรัฐบาลครั้งนี้ เราก็จะนำเรื่องไปแจ้งให้กับแอมเนสตี้ใหญ่ และจะมีการติดตามเรื่องต่อไป
ด้าน พล.ต.วีรชน กล่าวว่า รัฐบาลได้ชี้แจงถึงวิธีการทำงาน ในสิ่งที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายในเรื่องของสิทธิมนุษยชน โดยวิธีการของเราคือต้องการให้ประเทศไทยมีภาพประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ทำงานได้จริง และไม่ถูกละเมิด สำหรับเรื่องสิทธิมนุษยชน เราได้บอกถึงความจำเป็นในบริบทต่างๆของสังคมไทย ที่เรากำลังทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนมีสิทธิมนุษยชน คำนึงถึงหน้าที่ ไม่มองแต่สิทธิของตัวเองอย่างเดียว สำหรับเรื่องเสรีภาพไม่ว่าจะเป็นการพูดการแสดงออก เราก็ได้ทำความเข้าใจกับทางแอมเนสตี้ว่า เราต้องการให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีผู้อื่น
"สิ่งที่เราทำในขณะนี้มีที่มาที่ไป และวัตถุประสงค์ของเราคือ ต้องการให้ประเทศมีมาตรฐานสากลในทุกเรื่อง ตามที่แอมเนสตี้ระบุว่ามีความเป็นห่วงมานั้น เรายืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะสิ่งที่เราทำนั้นต้องการให้เป็นมาตรฐานที่มากกว่าปกติด้วยซ้ำ อย่างเช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพของแรงงานต่างด้าวที่ต้องได้รับการคุ้มครองได้รับการปฏิบัติในแบบสากล ไม่ได้มองแต่บริบทของคนไทยอย่างเดียว แต่มองในบริบทต่างประเทศด้วย" พล.ต.วีระชน กล่าว
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า การพบกันวันนี้ถือว่าเป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ ซึ่งอาจมีความไม่ชัดเจนในขั้นตอนการทำแรงงานของแอมเนสตี้ โดยอะไรที่ไม่ชัดเจน ต้องมีการพูดจาทำความเข้าใจเสียก่อน มีการกลั่นกรอง หารือกันและให้เจ้าหน้าที่ในด้านนั้นๆได้ชี้แจงก่อน มากกว่าที่จะด่วนสรุป ซึ่งการหารือครั้งนี้เป็นเรื่องดีและออกมาในเชิงบวก นอกจากนี้ยังหวังว่าแอมเนสตี้จะเป็นกลไกที่สร้างให้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยในแง่มุมที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งก็มีการขอร้องกันในเรื่องเหล่านี้ ทางแอมนาสตี้ก็รับฟังแต่จะทำหรือไม่ทำนั้นก็เป็นอีกเรื่อง ทั้งนี้เราเข้าใจในการทำงานซึ่งกันและกัน แต่เท่าที่พูดคุยกันเราก็จะหาพื้นที่ตรงการที่สามารถทำงานด้วยกันได้ อย่างไรก็ตามการหารือครั้งนี้ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนเรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้ นั้นตนมองว่าแม้จะถูกหลักการ แต่ผิดในรายละเอียด ต้องไปดูว่ามีนัยยะอะไรแอบแฝงหรือไม่
