"รบ." เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ควบคุมออกเสียงปชม. - หนุน 3 ข้อแก้ไขร่างรธน.ผ่าวิกฤตปท.

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"รัฐบาล" เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ควบคุมการออกเสียงประชามติแล้ว ห้ามทำโพลสำรวจความเห็นและห้ามเผยแพร่ 7 วันก่อนทำประชามติ เห็นชอบ 7 ส.ค.เป็นต้นไป - พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 3 ข้อหากประเทศเกิดวิกฤต ...

 

วันนี้ (15 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า .ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมครม. ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เสนอ โดยมีสาระสำคัญที่ให้กกต.จัดทำประชามติในร่างรัฐธรมนูญ ซึ่งมีมาตราที่น่าสนใจ เช่น มาตรา 10 ระบุเกี่ยวกับการจัดเวทีรณรงค์ เสวนา แสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ โดยกกต.จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเปิดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งนอกจากกกต.แล้ว สามารถจัดเวทีได้เช่นกันแต่จะสุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย ดังนั้นหากจะให้ดีควรเข้าร่วมในเวทีที่กกต.เป็นผู้จัด เชื่อว่าจะครอบคลุมทุกพื้นที่ ขณะที่มาตรา 44 เกี่ยวกับการกำหนดรายละเอียดบัตรเสีย เช่น บัตรปลอม บัตรที่ไม่ได้ทำคะแนนออกเสียง มีการเขียนข้อความอย่างอื่นลงไป ส่วนมาตรา 62 เกี่ยวกับการกำหนดฐานความผิดว่ากระทำการอย่างไรแล้วจะถือว่าเป็นความผิดในการออกเสียงประชามติ เช่น ฉีกบัตร ปลุกระดม การจ้างวานในล้มประชามติ นอกจากนี้ได้ห้ามทำโพลล์สำรวจความเห็นและห้ามเผยแพร่ 7 วันก่อนวันออกเสียงประชามติ ซึ่งเห็นชอบให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ จึงนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ห้ามทำโพล
         

 

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานมติของที่ประชุมแม่น้ำ 4 สาย ประกอบด้วย คสช. สนช. สปท. ครม. เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีมีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เข้าร่วม ว่า การที่กรธ.ไม่เข้าร่วมนั้น ได้คุยกันเรียบร้อยแล้วว่ากรธ.เป็นผู้ปฏิบัติหากมาร่วมประชุมด้วยจะดูเป็นการร่วมหัวจมท้ายกัน ไม่ใช่เรื่องการงอนกัน ซึ่งมติของที่ประชุมแม่น้ำ 4 สาย ไม่ใช่คำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. แต่เป็นมติร่วมกันของทั้ง 4 สาย โดยมีมติที่เสนอไปยังกรธ. 3 ประเด็นหลักเพื่อปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย 2 ส่วน ทั้งบทถาวร เช่น หมวดพระมหากษัตริย์ หมวดเสรีภาพ แนวนโยบาย องค์กรอิสระ แนวทางการปฏิรูป และบทเฉพาะกาล ซึ่งที่ประชุม 4 สาย มองใน 2 ประเด็นคือ เพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกิดทางตัน เพราะไม่ต้องการให้ปัญหาทางตันเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จึงต้องมีแนวทางเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ และเพื่อให้เสียง ส.ส.ในสภา เพราะเราทราบปัญหาอยู่แล้วว่าการเลือกส.ส.ในอดีตที่ผ่านมา มีการทำในสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของสังคม เช่น ออกกฎหมายนิรโทษกรรม
         

 

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้จึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 3 วิธี 1. ขอให้มีส.ว.จำนวน 250 คนที่มาจากคัดสรรทั้งหมด โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้คัดสรร ให้มีวาระ 5 ปี มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หมายความว่าหากส.ส.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในทิศทางที่สังคมไม่เห็นด้วย ส.ว.จะต้องถ่วงดุลอำนาจ ให้ข้อสังเกตและมีข้อทักท้วง แต่ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี 2. ส.ว.มีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ตั้งเป้าหมายกว้างๆเอาไว้ โดยต้องมีส.ว.ที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติเดินได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโดยง่าย มิเช่นนั้นรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง ต้องการที่จะทำอะไรตามใจก็จะทำได้ง่าย และส.ว.มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ เพราะเราให้ความสำคัญและต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ และ 3. สำหรับบทเฉพาะกาล กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งส.ส.ในสมัยแรก 2 ใบ สำหรับส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ เพื่ออุดช่องโหว้ ให้พรรคเล็กสามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นได้ เพราะพรรคเล็กอาจไม่มีกำลังในการส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขตเลือกตั้ง แต่สามารถรับเลือกตั้งในรูปแบบส.ส.บัญชีรายชื่อ และการเลือกตั้งครั้งแรกพรรคการเมืองยังไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เหมือนที่กรธ.ได้กำหนดให้เสนอชื่อเสนอนายกฯ 3 รายชื่อให้กกต. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทางตัน ทั้งนี้หลังจากได้วิเคราะห์หลายมุมมองพบว่าเป็นการป้องกันทางตัน เนื่องจากไม่มีการบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อก่อน จึงสามารถเสนอชื่อใครก็ได้
         

 

"ส่วนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากจะมีการแก้ไขในเรื่องอื่นต้องให้นายกฯเห็นชอบก่อน ขณะที่เรื่องการกำหนดคำถามพ่วงที่เดิมในการทำประชามติให้สนช.เป็นผู้เสนอ ได้ปรับแก้ไขให้สปท.สามารถเสนอความเห็นผ่านทางสนช.ได้ ซึ่งครม.ได้รับทราบในประเด็นดังกล่าว" พล.ต.สรรเสริญ กล่าว