- 20 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
"จตุพร พรหมพันธุ์" เชื่อ "พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร" นั่งนายกฯคนนอก ชี้อยากอยู่ยาวก็บอกไปเลย อย่าเปลืองงบทำประชามติ - จี้คืนอำนาจให้ประชาชน มุ่งสืบทอดอำนาจด้วยวิธีการจอมปลอมหลอกตาชาวโลกว่าเป็นประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้ง !!
วันนี้ (20 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ว่า ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ต้องการสืบทอดอำนาจด้วยวิธีสร้างกติกาจอมปลอมเพื่อตบตาต่างประเทศว่า เมื่อมีเลือกตั้งแล้ว จึงเป็นประชาธิปไตย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ย้ำถึงประเทศเป็นประชาธิปไตยมาตลอด แต่ขาดเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น
การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามกติกาจอมปลอมนั้น เป็นเพียงการอธิบายหลอกตาชาวโลกว่า มีประชาธิปไตย แต่จะใช้การเลือกตั้งมาสืบทอดอำนาจ เพราะภายใต้กติกาแบบนี้ ไม่มีนายกรัฐมนตรีเลือกตั้งอยู่ได้ แล้วในอนาคตจะทำให้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกลายเป็นเสียงข้างน้อย ดังนั้น จึงอย่าได้จัดเลือกตั้งตามกติกาจอมปลอม ควรประกาศไปเลยว่า จะเป็นเผด็จการอย่างนี้ไปอีก ย่อมมีความตรงไปตรงมาดีกว่า
นอกจากนี้ การเปลี่ยนระบบเลือก ส.ส. เป็นเขตละ 3 คน แต่ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกได้เพียงเสียงเดียว จึงแสดงถึงพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนสามารถแทรกเข้ามา หรือพรรคที่เตรียมการแบ่งปันอำนาจจะเกิดขึ้นเป็นพรรคเล็กๆ และกลางอีกมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งจึงไม่ให้ประชาชนได้ชี้ชะตาความต้องการผู้ปกครองประเทศ ย่อมเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย รวมทั้งยังล็อคให้แม่ทัพนายกองเป็นวุฒิสภา (ส.ว.) โดยตำแหน่งอีก เพื่ออ้างป้องกันการยึดอำนาจนั้น ตนไม่เชื่อว่าจะสามารถป้องกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอยากอยู่ยาวก็อยู่ไป อย่ามาเปลืองงบประมาณทำประชามติและเลือกตั้ง
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ระบุที่มาของ ส.ว.จะสรรหาใน 6 ด้านนั้น นายจตุพร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีสิทธิ์อะไรไปคิดแทนประชาชน เพื่อให้อำนาจ ส.ว. ได้ควบคุมรัฐบาล และชี้เป็นชี้ตายรัฐบาลเลือกตั้งด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้าคิดตัวเลข ส.ส. ทั้งสภาผู้แทนราษฎรมี 500 คน หาเสียงเกินครึ่งตั้งรัฐบาลก็ยากแล้ว แต่เมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องรวมเสียงจากสองสภาคือ 750 คน ได้ลงมติ โดยใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่งคือ กว่า 375 คน ดังนั้นใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีจากเลือกตั้งต้องมีเสียงอย่างน้อย 414 เสียง จาก ส.ส.ในสภา 500 คน จึงเป็นสิ่งที่ยาก และเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจากเลือกตั้งจึงไม่สามารถบริหารประเทศได้เลย เพราะมี ส.ว.แต่งตั้งเป็นอุปสรรค
"นายกรัฐมนตรีจากเลือกตั้งไม่สามารถบริหารประเทศได้เลย เพราะ ส.ว.เป็นอุปสรรค แต่จะไม่เป็นปัญหากับนายกรัฐมนตรีคนนอก เมื่อความต้องการ คสช. เป็นแบบนี้ พม่าจึงเรียกพี่ เพราะมีตัวแทนกองทัพมากกว่าเสียอีก ดังนั้น ตรงไปตรงมาดีกว่า ไม่ต้องจัดเลือกตั้งให้เปลืองเงิน เขียนรัฐธรรมนูญตามความต้องการนี้เลย จะได้นายกรัฐมนตรีใหม่ ไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่มีทางพ้นจากสองคนนี้ไปได้ นายวิษณุ เครืองาม มาแถลงแทนว่า สองคนนี้ไม่เป็น และ ส.ว.อยู่ๆ กับใจจะเปลี่ยนเป็นอื่นได้ ถามว่า ได้อยู่กับ คสช. มา 2 ปีนั้น มีใจเป็นอื่นแล้วหรือยัง แล้วจะให้คนไทยเชื่อได้อย่างไร เมื่อถูกปืนจี้อยู่ข้างหลัง แล้วใจจะกล้าเป็นอื่นหรือ"
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคืนอำนาจให้ประชาชนครบแล้ว คนจะจดจำว่า แม้การเข้าสู่อำนาจด้วยรัฐประหาร มีที่มาไม่ถูกต้อง แต่หลังจากพ้นอำนาจได้สร้างสิ่งถูกต้องเอาไว้ สิ่งสำคัญขณะนี้ กลับสร้างเรื่องไม่ถูกต้องไปกันใหญ่ ดังนั้น นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จึงนำอุทาหรณ์จุดจบของนายทหารรุ่นพี่มาเตือนสติในการดำรงอยู่กับอำนาจ
ส่วนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องตัดสินใจข้อเสนอของ คสช. นั้น นายจตุพร กล่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. คงทำได้เพียงร่างรัฐธรรมนูญให้ตามใจผู้มีอำนาจสั่งการมาเท่านั้น จนทำให้ยาแรงปราบทุจริตต้องหลบทางไป ดังนั้น วันทำประชามติคนไทยจะแสดงพลังให้เห็น แต่ยังมีปัจจัยอื่นอาจเข้ามาแทรกได้ กรณีกรอบเวลา 180 วัน ให้ กรธ. ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ มิเช่นนั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ถ้าปล่อยไปถึงการทำประชามติแล้ว คงไม่เกิดโลกสวยตามที่ใครคิดกัน ดังกรณีรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แล้วต้องรับผลถูกล้มทั้งรัฐบาลเป็นบทเรียนให้รับรู้
นายจตุพร กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีความชัดเจนที่จะอยู่ในอำนาจ 5 ปี ซึ่งความจริงขยายได้ไปถึง 8 ปีตามวาระ ส.ส. 2 สมัย แล้วจะมาเสียเงินเลือกตั้ง หรือทำประชมติกันทำไม เมื่อยากอยู่ต่อก็อยู่ไปเลย ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้อ้างผลสำรวจของไทยติดอันดับของโลกอย่างอย่าง และพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังอ้างประเทศไทยติดกลุ่มประเทศมีความสุขทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก แต่วัดจากไหน อย่างไรไม่รู้ ซึ่งคงเป็นความรู้สึกส่วนตัวหรือ เมื่อไปข่มควายให้กินหญ้า ควายยังไม่กิน แล้วมีความสุขอย่างไร สิ่งนี้คือการกระทำที่เหนือกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง เพราะช่างกล้าพูดในสิ่งที่ตรงข้ามที่ประชาชนสัมผัสอยู่
ดังนั้น เมื่ออธิบายอย่าง โดยมีข้อเท็จเป็นอีกอย่าง เป็นการพูดอย่างทำอย่าง แล้วใช้กลเม็ดทางการเมืองพูดซ้ำๆ ซากๆได้หน้าตาเฉย เพื่อกล่อมให้ประชาชนเชื่อ แต่ตนเชื่อว่า การกระทำเช่นนี้เข้าทำนองทฤษฎีกบอยู่ในกะลา จึงสร้างความสุขทางเศรษฐกิจในโลกมาหลอกตัวเอง
