"ประสาร" เปรียบระบบลต.ไทยสะท้อนอำนาจ "เถ้าแก่"- ชี้ให้สิทธิ์แค่ "ส.ส." ลงมติตั้งรัฐบาล !!

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"ประสาร มฤคพิทักษ์" เปรียบ "ระบบเลือกตั้งและประชาธิปไตย" ของไทยเหมือนสะท้อนอำนาจความต้องการของ "เถ้าแก่" เพราะเน้นแต่ซื้อเสียง - แนะควรเพิ่มกรรมการสรรหาเป็น 15 คน อย่าให้ "ผบ.เหล่าทัพ" นั่งส.ว.สรรหา และควรให้สิทธิ์แค่ "ส.ส." ลงมติตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรกเริ่ม

 


วันนี้ (20 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และแกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้มีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน มาจากการสรรหาทั้งหมด ให้ผู้นำเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ให้ ส.ว. มีบทบาทอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญและดูแลการปฏิรูปประเทศ โดยให้มีระยะการทำงาน 5 ปี และให้บรรจุไว้ในบทเฉพาะกาล ว่า นี่เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างหลักการกับหลักความจำเป็น ถ้ายึดถือหลักการประชาธิปไตยตะวันตกต้องมีสูตรว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือ ส.ว. ต้องยึดโยงประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง แต่ถ้าพิจารณาจากหลักความจำเป็นในระยะเปลี่ยนผ่านก็ต้องพิจารณาอีกมุมหนึ่ง
         

 

ทั้งนี้ สังคมไทยติดหล่มว่าสัญลักษณ์ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะใช้ประชาธิปไตยตะวันตกเป็นมาตรวัด ความจริงแล้วในเยอรมันและประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ การเลือกตั้งของเขากับผลประโยชน์รวมของประเทศเดินไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือการเลือกตั้งของเขาสะท้อนความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางไหน แต่ของประเทศไทยไม่ใช่เช่นนั้น การเลือกตั้งในเมืองไทยมีฐานจากระบบอุปถัมภ์บวกกับการซื้อเสียง จึงเป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนความต้องการของเถ้าแก่ เช่นเถ้าแก่ภาคเหนือภาคอีสาน เถ้าแก่สุพรรณบุรี เถ้าแก่โคราช เถ้าแก่บุรีรัมย์ เถ้าแก่ชลบุรีหรือเถ้าแก่สระแก้ว ทำให้เจตน์จำนงของเถ้าแก่ยิ่งใหญ่กว่าเจตน์จำนงของประเทศชาติ เถ้าแก่จึงสั่งการได้หมดทั้งเรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย จำนำข้าว กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสร้างรถไฟความเร็วสูง
         

 

นอกจากนี้ สังคมไทยยังพิสูจน์แล้วว่า ส.ส. และ ส.ว. มาจากฐานเสียงเดียวกันตามพื้นที่อิทธิพลของเถ้าแก่ ดังนั้นเมื่อ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส.ว. จึงควรมาจากฐานที่ต่างกันต่อข้อเสนอของ คสช. ตนเห็นว่า หากให้ ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมด ควรมีเงื่อนไขดังนี้

 


1. เพิ่มกรรมการสรรหาจาก 8-10 คนเป็น 15 คน เพื่อให้การล็อบบี้ทำได้ยากขึ้น และให้ผู้สมัครเข้ามาตามกลุ่มความชำนาญหรือกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย โดยไม่ควรกำหนดให้ผู้นำเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็น ส.ว. โดยอัตโนมัติ เพราะรัฐธรรมนูญควรมีหลักเปิดกว้างทั่วไป ไม่ใช่ชี้เฉพาะเจาะจง หากบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นจะเป็น ส.ว. ก็ควรเข้าสู่กระบวนการสรรหาที่วางไว้
         

 

2. เมื่อมาจากการสรรหา หากให้ ส.ว.มีบทบาทอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ก็ไม่ควรมีสิทธิลงมติไม่ไว้วางใจการลงมติดังกล่าว ควรให้เป็นสิทธิเฉพาะของ ส.ส. ที่เป็นผู้ลงมติตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรกเริ่ม

 


3. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญควรใช้โอกาสนี้ บัญญัติแนวทางและมาตรการที่จะเป็นบทบาทอันสำคัญของ ส.ว. ว่าจะทำให้การปฏิรูปประเทศไทยเกิดผลที่เป็นจริงได้ในเวลา 5 ปี