"บิ๊กป๊อก" สายโหด !! พรรคการเมืองอย่าห้าว ปั่นหัวคนไม่รับลงประชามติ  -ย้ำ ผิดกม.

ติดตามข่าวสารข้อมูล www.tnews.co.th

 


"พล.อ.อนุพงษ์" แจงพรรคการเมืองขอรณรงค์ ให้ประชาชนไม่รับลงประชามติ   ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ   -ส่วนเรื่องดีเบตมีอยู่แล้ว โดยเป็นการให้ความรู้กับประชาชน

 

 

วันนี้ ( 24 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความคิดเห็นต่อผลการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่พิจารณาข้อเสนอของ คสช.ในการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญในส่วนบทเฉพาะกาล ที่ กรธ.ได้พิจารณาให้พบกันครึ่งทาง ว่า ต้องเป็นไปตามความเห็นของ กรธ.เพราะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่โดยตรง ซึ่งทาง คสช.เน้นว่า อยากให้มีความมั่นคงในช่วงระยะที่เปลี่ยนผ่าน เลยขอให้มีบทเฉพาะกาลในบางส่วน เช่น เรื่องของ ส.ว.ตนถือว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กรธ.ที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ตามข้อคิดเห็นของ คสช.หรือแม่น้ำ 4 สาย

 


          "ในเรื่องการทำประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ผมคิดว่าการออกความคิดเห็นบางทีมันก็ไปกระทบต่อสิทธิของคนอื่นเขา ผมว่ามันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะพิจารณา ตอนนี้ทุกคนทราบดีว่า ในตัวรัฐธรรมนูญจริงๆ นั้นก็มีความเป็นสากล แต่ในส่วนของบทเฉพาะกาลก็อาจจะมีบางส่วนที่ทำให้คนมองได้ว่า ยังไม่สมบูรณ์เหมือนของสากลเขา แต่เราก็บอกแล้ว เราเน้นความมั่นคงของประเทศชาติในช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นหลัก ฉะนั้น ให้เป็นวิจารณญาณของผู้ใช้สิทธิ นั่นก็คือประชาชนที่มาออกเสียงประชามติ ให้พิจารณาเองว่า เห็นสมควรเข้าใจก็คงจะตามความเห็นของเขา" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

 

 


          เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคการเมืองขอรณรงค์ เพื่อให้ประชาชนมาร่วมทำประชามติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การรณรงค์ให้คนมาใช้เสียงทำประชามติ ทำได้ แต่ถ้าออกมาแล้วรณรงค์เพื่อไม่ให้มาใช้สิทธินั้น คงจะผิดกฎหมาย ขณะที่การเปิดเวทีให้มาดีเบตกันนั้น คิดว่า ทาง กรธ.เขาก็ดำเนินการกันรณรงค์อยู่แล้ว โดยจะใช้วิธีการให้ความรู้กับประชาชนแต่ละหมวด แต่ละมาตรามีความหมายอย่างไร

 

 


          สำหรับการรณรงค์ตนขอใช้คำว่า อนุมานเอาเอง ว่าอย่างนี้ แล้วเป็นอย่างนั้น ดีหรือไม่ดี อย่างไร ตนว่า มันเป็นความเห็นส่วนตัวของเขา มันก่อให้เกิดความขัดแย้ง แล้วประชาชนสุดท้ายจะไม่เข้าใจว่า ตกลงมันอย่างไรกันแน่ คนนี้อธิบายอย่างนี้ แล้วบอกเป็นอย่างนั้น อีกคนมาบอกว่าอันนี้ดี อีกคนบอกไม่ดี ตนว่า ประชาชนจะสับสน และจะไม่เกิดประโยชน์กับสังคม กับพวกเรา