"องอาจ" แนะสนช.ทบทวน "พ.ร.บ.ประชามติ" - ค้านมีคำถามพ่วง "คสช." จ้องสืบทอดอำนาจ !!

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"องอาจ คล้ามไพบูลย์" แนะ สนช. พิจารณาคำถามพ่วงด้วยความรอบคอบ หวั่นบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาชนในการออกเสียงประชามติ และมองว่า คสช. ต้องการสืบทอดอำนาจ เผยไม่เห็นด้วยที่จะให้มีคำถามพ่วง

 


วันนี้ (3 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวนำเสนอความคิดเห็นประเด็นคำถามพ่วงประชามติ ว่า ขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างการพิจารณา พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งพิจารณาประเด็นคำถามพ่วงประชามติที่จะบรรจุไว้ในบัตรกาออกเสียงลงคะแนนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจนั้น ตัวเองมีความเป็นห่วงว่ากฎหมายประชามติที่ออกมาอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ผลการลงประชามติ จึงต้องการให้ สนช. พิจารณาเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ให้มีความคลุมเครือ เป็นกฎหมายที่มีความเสมอภาคและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เพราะหากถูกมองว่ากฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชนให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงประชามติเพราะเป็นกฎหมายที่ประชาชนไม่ให้การยอมรับตั้งแต่แรก

 


ส่วนกรณีที่มีการแสดงความเป็นห่วงว่า ฝ่ายการเมืองอาจหยิบยกข้อความบางส่วนในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งอาจมีโทษจำคุก 10 ปี นั้น ต้องการให้ สนช. ทบทวนเจตนารมณ์ของกฎหมายประชามติให้ชัดเจน เพราะมองว่าการที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญในบางมาตรา หรือ 2-3 มาตรา แล้วแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เพราะในมาตราที่ไม่เห็นด้วยนั้นอาจเป็นมาตราที่มีความสำคัญซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าเห็นชอบหรือไม่เรื่องดังกล่าวจึงไม่น่าจะถือว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด

 

 

ขณะเดียวกัน ต้องการให้พิจารณาทบทวนข้อความในมาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ประชามติ ที่ระบุว่าผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ภาพเสียงทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ โทรทัศน์ บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงถือเป็นความผิด ซึ่งอาจเป็นการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชา เช่น หากมีผู้บอกว่าการสวรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.  ที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ไม่เป็นประชาธิปไตย เห็นว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง  เพราะ ส.ว. ควรมาจากการพิจารณาจากประชาชน จึงอยากฝากให้ สนช. พิจารณากฎหมายประชามติอย่างรอบคอบเพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาชนยอมรับการออกเสียงประชามติซึ่งหากประชาชนไม่ยอมรับตั้งแต่ต้นอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของการลงประชามติได้

 

 

สำหรับข้อเสนอคำถามพ่วงประชามติจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เสนอญัตติให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการลงมติของที่ประชุมรัฐสภา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน  5 ปี เพื่อให้ สนช. พิจารณานั้น ตัวเองไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วงในลักษณะดังกล่าวเพราะจะส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติ โดยหากประชาชนออกเสียงเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีคำถามพ่วงดังกล่าวอยู่ด้วย ก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป ถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนที่รับร่างรัฐธรรมนูญในเนื้อหาเดิมตั้งแต่เริ่มแรก

 


ขณะเดียวกัน การได้มาของ ส.ว. ซึ่งสรรหามาจากคสช. อาจทำให้ถูกมองว่า คสช. ต้องการเข้ามาสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลต่อการบริหารประเทศในระยะยาว

 


ทั้งนี้ เห็นว่าคำถามพ่วงประชามติไม่ควรเป็นคำถามที่กระทบต่อกระบวนการตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงประชามติ ไม่ควรใช้คำถามในเชิงสอบถามความคิดเห็น ควรเป็นคำถามในเรื่องที่มีความสำคัญกับบ้านเมือง เป็นคำถามที่มีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศ เป็นคำถามที่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งตัวเองเสนอว่าไม่ควรมีคำถามพ่วง พร้อมทั้งอยากฝากให้ สนช. พิจารณาไม่ให้ประเด็นคำถามพ่วงเป็นประเด็นปัญหาไปสู่การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรับรางรัฐธรรมนูญของประชาชนและเป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขในการออกเสียงประชามติ