"กรธ." ชง !! ตัดระบบนายทุนพรรคการเมือง ปฎิรูป "การเลือกตั้ง"  ให้สุจริตและเที่ยงธรรม ใช้ "กม." เข้าบังคับ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th

"กมธ. การเมือง" ชง !! ปฏิรูประบบการ "เลือกตั้ง" ให้สุจริตและเที่ยงธรรม ตัดระบบนายทุนพรรคการเมือง เพิ่มความเข้มข้นการบังคับใช้กฎหมาย "จำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 20 ล้านบาท"  ให้รางวัลนำจับ 100,000 บาท ประชาชนชี้เบาะแส ตั้งศาลการเลือกตั้งพิจารณาคดีไม่เกิน 90 วัน

 

วันนี้(4 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา ร้อยเอกทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. โดยมีวาระพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยนายวันชัย สอนศิริ ในฐานะกรรมาธิการ ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ มีบทบาทสำคัญต่อการเลือกตั้งของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีการโกงการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้น ซึ่ง กมธ. ได้จัดทำเนื้อหาเพื่อรวบรวมความคิดเห็นในการปฏิรูปการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม

 


อย่างไรก็ดี ทาง กมธ. ต้องการขอความร่วมมือจากสมาชิกในการใช้ความรู้ความสามารถเพื่อร่วมกันปฏิรูปการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งแม้แต่นักการเมืองที่คณะกรรมาธิการฯ ได้รับฟังความคิดเห็นก็ตั้งข้อสังเกตว่าความปรองดองความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นยาก หากมีพรรคการเมืองที่แพ้ไม่ยอมรับรัฐบาลที่ได้จากการเลือกตั้งและมีการกล่าวหาว่ามีการโกงเกิดขึ้น


 

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปเพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม โดยขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งให้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 8.00-18.00 น. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเลือกตั้ง มีการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเลือกตั้งและการทุจริตการเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนเป็นผู้ฟ้องร้องการทุจริตเลือกตั้งกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ให้นักศึกษามีส่วนร่วมเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง

 


ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งที่ผ่านมามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นและหลักแสนในระดับแกนนำหัวคะแนนแนวทางการปฏิรูปจึงกำหนดให้มีกองทุนรางวัลตอบแทนจากการชี้เบาะแส เพื่อนำไปสู่การจับกุมการทุจริตเลือกตั้ง โดยให้มีรางวัลไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ซึ่งนำเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับประชาชน

 


รวมถึงมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้ผู้ที่กระทำการทุจริตเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง พร้อมทั้งห้ามผู้ที่จะลงสมัครตำแหน่งทางการเมืองบริจาคเงินตามประเพณีต่างๆ ภายในเขตเลือกตั้งของตัวเอง เช่น งานศพ และ งานแต่งงาน เป็นต้น แต่ไม่ห้ามในการเดินทางไปร่วมงาน เพราะเมื่อผู้สมัครมีการใช้เงินมาก เมืี่อเข้ามาสู่การเมืองก็จะกลายเป็นวงจรหาเงินคืน


 

นอกจากนี้ ยังต้องปฏิรูปเพื่อป้องกันธุรกิจการเมืองและนายทุนพรรคการเมือง เนื่องจากปัจจุบันการเมืองยังใช้เงินเป็นตัวตั้ง ซึ่งต้องมีมาตรการกำกับทุนเลือกตั้ง มีระบบคัดกรองผู้สมัครเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีเรื่องของเงินทุนภายในพรรคเป็นตัวกำหนด โดยเปลี่ยนให้ประชาชนเป็นผู้โหวตว่าจะให้ใครลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตของตัวเอง ต้องมีการอบรมหลักสูตรการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. เพื่อให้ผู้สมัครเข้าใจถึงภารกิจหน้าที่ของ ส.ส. ที่แท้จริง


 

ส่วนการปฏิรูปกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นั้นต้องให้ กดต. มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมา กกต. ไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆในการทำงาน ส่งผลให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ กกต. ต้องทำงานในเชิงรุก เพื่อให้เกิดความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงมีบัญชีผู้มีอิทธิพลภายในเขตเลือกตั้งเพื่อใช้ประกอบการจัดการเลือกตั้งให้มีความสงบเรียบร้อย


 

ทั้งนี้ การกำหนดบทลงโทษต้องรวดเร็วและรุนแรง เช่น ตัดสิทธิ์การรับเลือกตั้งตลอดชีวิตในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กำหนดมาตรการลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาในทางการเมือง ลงโทษผู้ที่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงและผู้รับเงิน โดยมีโทษทางอาญาจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี โดยไม่รอลงอาญา มีโทษปรับ 20 ล้านบาท ซึ่งกำหนดเวลาในการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งไม่เกิน 60 วัน และให้มีศาลเลือกตั้งสำหรับรับอุทธรณ์และฎีกาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยเฉพาะ ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาคดีตั้งแต่ยื่นฟ้องจนถึงการอุทธรณ์และฎีการวมทั้งสิ้นไม่เกิน 90 วัน รวมถึงห้ามรับเงินจากนิติบุคคลในการลงสมัครรับเลือกตั้ง