- 07 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th
" โฆษกรัฐบาล" แนะ !! " โฆษก กต.สหรัฐ" ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนวิจารณ์มั่วทำเสียภาพลักษณ์ประเทศตัวเอง ย้ำ คำสั่ง " คสช." ใช้ปราบมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล คนค้ายา นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น ช่วยคุ้มครองสุจริตชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ชี้อย่าแกล้งมองไม่เห็นความเชื่อมโยงนักโทษหนีคดีกับกลุ่มเคลื่อนไหวในประเทศ
วันนี้(7 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เรียกร้องให้จำกัดอำนาจของทหารลง หลังมีคำสั่ง คสช. ที่ 13/2559 ออกมา ว่า
คำสั่ง คสช. ที่ 13/2559 มีเจตนารมย์ และสาระสำคัญ เพื่อให้ทหารร่วมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการจับกุม ปราบปราม มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และผู้กระทำการอันเป็นภัยต่อสังคม อาทิ ค้ายาเสพติด ซึ่งกระบวนและขั้นตอนการติดตามจับกุมโดยปกติทำได้ล่าช้า มีความเสี่ยง และอาจเกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ส่งผลให้กลุ่มผู้กระทำผิดจำนวนหนึ่งไม่เคยถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
คำสั่งฉบับนี้ ช่วยสนับสนุนให้สามารถจับกุมผู้ทำตัวเป็นภัยต่อสังคมได้รวดเร็วขึ้น ปกป้องดูแลประชาชนผู้บริสุทธิ์ และนำผู้กระทำผิดขึ้นสู่การพิจารณาของศาล
ส่วนผลการตัดสินลงโทษจะออกมาเป็นเช่นไร ขึ้นกับการใช้ดุลยพินิจซึ่งเป็นอำนาจของศาลสถิตยุติธรรม ที่ไม่มีผู้ใด หรือ องค์กรใดก้าวล่วงได้ และไม่ว่าจะขึ้นศาลทหาร หรือศาลพลเรือน การพิจารณาก็ใช้ระบบสามศาล รวมทั้งใช้กระบวนการพิจารณาไม่แตกต่างกัน
" อยากแนะนำให้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้ใช้เวลาศึกษาเนื้อหาในคำสั่ง คสช..ฉบับดังกล่าวให้รอบคอบก่อนแสดงความคิดเห็น เพราะเมื่อวิพากษ์ วิจารณ์ในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความถูกต้องย่อมจะทำให้เสียภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือต่อตนเอง หน่วยงาน และประเทศสหรัฐอเมริกา
หากไม่มีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง สามารถขอคำอธิบายได้จากท่านทูต หรือ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่พร้อมให้ข้อมูลตลอดเวลาตามบัญชาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
รวมทั้งต้องระมัดระวังการได้มาซึ่งข้อมูลที่จงใจบิดเบือนให้คลาดเคลื่อนจากบรรดาบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ถูกจ้างวานมาด้วยเจตนาเคลือบแฝงและเป็นพิษต่อประเทศไทย ซึ่งผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นมิตร ไม่ควรกระทำต่อมิตรเช่นนี้"
พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า หลายครั้งที่รัฐบาลไทยรู้สึกไม่ยินดีต่อท่าทีและการแสดงออกเช่นนี้ เพราะสหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าและให้ความสนใจในเรื่องข้อมูลข่าวสาร จึงไม่น่าเป็นไปได้ว่า จะไม่รู้หรือไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนักโทษหนีคดีอาญา กับกลุ่มในประเทศไทยที่พยายามกระทำผิดกฎหมายความมั่นคงและความสงบทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อยั่วยุให้เจ้าหน้าที่จับกุม แล้วนำมาอ้างว่าเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นการอ้างที่ยอมรับไม่ได้
"หากมีบุคคลกระทำผิดกฎหมายของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ในสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าเป็นสิทธิมนุษยชนที่จะกระทำ เชื่อว่าบุคตลนั้นคงไม่รอดพ้นจากการถูกลงโทษ ดังนั้นอยากเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ใช้มาตรฐานเดียวกันกับหลักการปฏิบัติในประเทศของท่าน ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ประเทศอื่น"
