- 07 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารข้อมูล www.tnews.co.th
"ไพบูลย์ นิติตะวัน" พร้อมนายแพทย์มโน ยื่นหนังสือถึงดีเอสไอ เอาผิดสมเด็จช่วง พบสั่งจ่ายเช็ค 1 ล้านบาท ให้อู่วิชาญค่าซื้อรถเบนซ์โบราณ และเป็นผู้ลงนามด้วยด้วยตนเอง -หวังมหาเถรสมาคมดำเนินการอย่างโปร่งใส
วันนี้ ( 7 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. ที่ สำนักงานมหาเถรสมาคม พุทธมลฑล จ.นครปฐม นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ และดร.นพ.มโน เลาหวณิช อาจารย์ประจำวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์นานาชาติ จุฬาพร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางมายื่นหนังสือคำร้องกล่าวหาการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีดร.สมชาย สุรชาตรี ผู้ตรวจการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือดังกล่าว
โดยนายไพบูลย์ กล่าวว่า สมเด็จช่วงได้กระทำผิดล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2553 โดยสมเด็จช่วงได้มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ของธนาคารกรุงเทพ สาขาตลาดพลู และได้สั่งจ่ายเช็คฉบับลงวันที่ 13 ธ.ค. 2553 จำนวนเงิน 1 ล้านบาท ให้กับอู่วิชาญ เพื่อเป็นการชำระค่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อ เมอร์ซิเดส เบนซ์ รุ่น 300 ดี คาบิโอเลต ปี 1958 ทะเบียน ขม 99 กทม. หรือเรียกว่า รถเบนซ์คลาสสิคหรูมีราคาแพง และเป็นผู้ลงนามด้วยตนเองยื่นขอจดทะเบียนต่อกรมขนส่งทางบกโดยปรากฎหลักฐานในสมุดคู่มือจดทะเบียนของกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2554 และเป็นวันเกิดของสมเด็จช่วง
หลังจากนั้นทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบรถคันดังกล่าวเป็นรถที่นำเข้าผิดกฎหมายหลายประการ อาทิ การหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากร และมีใช้เอกสารปลอมในการจดทะเบียน จากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้สมเด็จช่วง ถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย 3 ประการ ประกอบด้วย 1.สมเด็จช่วง ได้รับเงินและสะสมไว้ในบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดพระวินัยสิกขาบทที่ 8 ห้ามรับเงินทอง 2.สมเด็จช่วง นำเงินของตนเองที่มีอยู่ในบัญชีธนาคาร ไปซื้อรถเบนซ์คลาสสิคหรู เป็นการล่วงพระวินัยสิกขาบทที่ 9 ห้ามทำการซื้อขายด้วย รูปิยะ (ทอง,เงินหรือสิ่งที่มช้แลกเปลี่ยนแทนเงินที่กำหนดให้ใช้ได้ทั่วไปในที่นั้นๆ) และ 3.สมเด็จช่วง ยื่นขอจดทะเบียนรถ โดยรถเบนซ์คันดังกล่าวเป็นรถผิดกฎหมาย จึงขอให้มหาเถรสมาคมพิจารณาสั่งรับคำร้องกล่าวหาไว้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากสมเด็จช่วง เป็นประธานมหาเถรสมาคมและยังเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงมีข้อเป็นห่วงว่า คณะกรรมการมหาเถรสมาคม จะให้การช่วยเหลือ ซึ่งส่วนตัวก็หวังว่า จะได้เห็นการดำเนินการที่โปร่งใส หากมหาเถรสมาคมมีมติรับคำฟ้องตามขั้นตอนกฎมหาเถรสมาคมฉบับ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ขอความกรุณาแจ้งให้ทราบต่อไป
