- 08 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th
"มีชัย" เล็ง !! เสนอ "รัฐบาล" ขอแก้ไขกฎหมายประชามติ ไม่ให้บุคคลก่อกวนการทำงานของ " กรธ. " ชี้ หากปล่อยไว้ไปอาจไม่เหลือชีวิต ไม่ห่วงคำถามพ่วงประชามติทำประชาชนสับสน โบ้ย "สนช." ต้องไปชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ ห่วงตกเป็นเครื่องมือวิชามารพรรคการเมือง
วันนี้(8 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารรัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ว่า จากกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีมติให้เสนอคำถามพ่วงประชามติ โดยให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. มีส่วนในการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี นั้น ผู้ที่มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. หรือจะเป็น ส.ว. เสนอชื่อก็ขึ้นอยู่กับญัตติที่ไปขอประชามติว่า ให้ฝ่ายใดเป็นผู้เสนอชื่อ หากเขียนคำถามชัดเจนก็ง่ายต่อการที่ กรธ. จะปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากเขียนไม่ชัดเจนก็จะเกิดปัญหา
ทั้งนี้ ภายหลังแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าสอดคล้องกับประชามติหรือไม่ หากสอดคล้องก็เดินหน้าไปได้ หากไม่สอดคล้องก็ต้องกลับมาแก้ใหม่ อย่างไรก็ดี หากเขียนคำถามเพียงแค่ว่า ให้รัฐสภาเป็นผู้มีส่วนในการลงมติรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีก็ยังต้องเป็น ส.ส. ซึ่งต้องมีการโหวตรายชื่อผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เริ่มต้น และจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์ในร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้ ส.ว. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายบริหาร แต่จะไม่ปรับแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. ในส่วนอื่น เพราะไม่อยู่ในขอบข่ายของคำถาม หากคำถามมีขอบข่ายแค่เรื่องการโหวตเลือกนายกก็จะไปแก้ไขแค่ที่ตรงนั้น ซึ่งหากอยู่บทเฉพาะกาลก็แก้ไขไม่ยาก
ส่วนการที่มีคำถามพ่วงประชามติเข้ามาจะทำให้การชี้แจงกับประชาชนเกิดความสับสนหรือไม่นั้น นายมีชัย กล่าวว่า จะไม่เกิดความสับสน เพราะการชี้แจงเรื่องคำถามพ่วงเป็นหน้าที่ของ สนช. ซึ่งต้องเป็นผู้ชี้แจงเหตุผลในการเสนอญัตติดังกล่าว ขณะที่ กรธ. จะชี้แจงเฉพาะเนื้อหาบทถาวรในร่างรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งการที่จะให้ กรธ. ไปชี้แจงในคำถามที่ไม่ได้เป็นผู้เสนอคงเป็นเรื่องยาก
สำหรับการที่มีคำถามพ่วงจะทำให้ประชาชนหันไปสนใจในเรื่องของคำถามมากกว่าที่จะสนใจในหลักการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ตัวเองไม่รู้สึกกังวลเพราะร่างรัฐธรรมนูญเป็นเนื้อหาหลักที่ประชาชนต้องลงประชามติ ขณะที่คำถามพ่วงเป็นส่วนนิดเดียวซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหา แม้ประเด็นคำถามจะเป็นเรื่องของอำนาจของฝ่ายนิติบััญญัติและเป็นเรื่องที่มาของผู้นำประเทศ แต่ก็เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืิภารกิจของ กรธ. ซึ่งขอย้ำว่า กรธ. ต้องอธิบายในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับคำถามพ่วง
อยย่างไรก็ดีจากการที่มีผู้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นนั้น ทาง กรธ. ยังไม่ได้ขอไปยังรัฐบาลในเรื่องการรักษาความปลอดภัย เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะออกไปชี้แจง แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็คงต้องพิจารณาอีกครั้ง
สำหรับร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการรณรงค์นั้น เท่าที่ทราบยังยังไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะมีบทบัญญัติไม่ให้คนไปขัดขวางก่อกวนการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แต่ไม่มีบทบัญญัติป้องกันการขัดขวางก่อกวนการทำงานของ กรธ. ซึ่ง กรธ. กำลังหารือว่าจะทำอย่างไร โดยต้องพิจารณาศึกษากฎหมายฉบับสมบูรณ์อีกครั้ง หากพบว่ายังมีความไม่สมบูรณ์ในเนื้อหาประเด็นดังกล่าวก็จะเสนอรัฐบาลเพื่อขอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งไม่ส่งผลต่อวันออกเสียงลงประชามติ แต่หากปล่อยให้กฎหมายบังคับใช้แล้วให้ กรธ. ไปชี้แจงกับประชาชนก่อน ก็อาจจะสายเกินไป กรธ. อาจจะไม่เหลือชีวิตกลับมา ซึ่งแม้การแก้ไขกฎหมายจะเพียงไม่กี่ถ้อยคำไม่กี่ประโยค แต่ผลที่ตามมามีมากมาย
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้มีการทำคลิปวีดีโอส่งต่อไปในสื่อโซเชียลมีเดียในทำนองที่ว่ารัฐบาลปิดปาก ไม่ให้คนมีความเห็นต่าง ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะเท่าที่ทราบในร่าง ฎหมายประชามติก็ไม่มีบัญญัติไว้ จะมีก็แต่หากใครขัดขวางก่อกวน ซึ่งการก่อกวนไม่ใช่สิทธิแต่เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการขัดขวางเกิดขึ้น ส่วนใครที่มีความเห็นต่างก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่อย่าบิดเบือน อย่าโกหก อย่าก่อกวนคนอื่นไม่ให้พูด โดยประชาธิปไตยที่เรียกร้องกันหมายถึงการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ไม่ใช่ว่าอีกคนหนึ่งมีความคิดเห็นต่างกันก็ไปก่อกวน ไม่ให้เขาแสดงความคิดเห็น แบบนั้นไม่เรียกว่าประชาธิปไตย ซึ่งในการรณรงค์ก็ทำได้ทั้งที่บอกว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ดีอย่างไรแต่ กรธ. ก็จะบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญมีข้อดีอย่างไร ต่างคนต่างก็รณรงค์ไป
ส่วนที่มีบางกลุ่ม เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ ออกมาแสดงจุดยืนว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะไม่ว่าจะเขียนอย่างไรหรือต่อให้ทางกลุ่มเขียนเองแล้วนำมาใส่ชื่อ กรธ. เขาก็อาจไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นการแสดงความคิดเห็นในจุดยืนของทางกลุ่มว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้เป็นการชักชวนใคร อย่างไรก็ดี ก็ต้องพิจารณาในข้อมูลที่ทางกลุ่มเผยแพร่ด้วยว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่
นายมีชัย ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงที่พรรคการเมืองอาจใช้วิชามารเพื่อให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ถือเป็นบททดสอบความเข้าใจของประชาชนว่าจะตกเป็นเหยื่อวิชามารหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูกันไป
สำหรับที่หลายฝ่ายกังวลว่าสื่อมวลชนจะทำงานลำบาก เพราะต้องพิมพ์ข้อความเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 62 ในร่าง พ.ร.บ.ประชามติ นั้น หากสื่อมวลชนไม่แน่ใจก็ให้เปิดร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เขียนข้อความไปตามนั้น ก็จะไม่เกิดปัญหาบิดเบือน ส่วนการแสดงจุดยืนของคอลัมนิสต์ก็สามารถทำได้บนพื้นฐานของเหตุผลของความเป็นจริงตราบใดที่ยังไม่บิดเบือนข้อมูลให้ผิดเพี้ยนไปก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคลที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ต้องเคารพความคิดเห็นของแต่ละคน
