- 08 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ศาลฎีกาไต่สวนพยานโจทก์นัดแรกคดีสลายม็อบพันธมิตร 2551 โดยมีนายวีระ สมความคิด - สุรชัย ภู่ประเสริฐเป็นพยาน เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยาวเหยียด - พร้อมนัดไต่สวนนัด 2 วันที่ 29 เม.ย.นี้ ทั้งนี้ระหว่าง "สมชาย วงษ์สวัสดิ์" ให้สัมภาษณ์ กลุ่มมวลชนได้โห่แสดงความไม่พอใจแต่ไม่มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น
วันนี้ (8 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวน หมายเลขดำ อม.2/2558 และผู้พิพากษาองค์คณะ รวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ การสลายม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี , พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 295 และ 302 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 รัฐบาลนายสมชาย ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สลายการชุมนุมกลุ่ม พธม. ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา โดยมิชอบตามหลักสากลกระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 471 ราย
ก่อนจะเริ่มไต่สวนทนายความของ นายสมชาย จำเลยที่ 1 และ ทนายความของ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนพยานนัดแรกออกไปก่อน โดยจำเลยที่ 1 อ้างเหตุ ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารสำนวนคดีที่ ป.ป.ช.ไม่ชี้มูลความผิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ปี 2553 ,นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปี 2553 และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. ปี 2553 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการสลายม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2553 เพื่อจำเลยจะนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ แต่ ป.ป.ช.ได้ส่งบันทึกสรุปผลการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ กับพวกไม่มีมูลมาให้ เพราะหากส่งสำนวนให้จำเลยจะเกิดผลเสียหายกับพยานในคดีดังกล่าวและไม่เกิดประโยชน์กับสาธารณะ
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ป.ป.ช.ส่งเอกสารสรุปข่าวให้จำเลยที่ 1 แล้ว และ 2 เหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน พยานหลักฐานคนละชุดกัน จึงไม่มีเหตุให้ ป.ป.ช.ส่งเอกสารเข้ามาเป็นหลักฐานในคดีนี้ เว้นแต่จะเป็นเอกสารสรุปผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่ตัดรายชื่อพยานออกเพื่อความปลอดภัย
ส่วนที่ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 อ้างเหตุขอเลื่อนว่า ขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารที่จำเลยที่ 4 ให้การเพิ่มเติมกับ ป.ป.ช. 11 แฟ้ม 3,000 แผ่น แต่ ป.ป.ช. ยังไม่จัดส่งให้ระบุว่าเอกสารยังไม่ครบนั้น ศาลได้ตรวจสอบเอกสารที่อ้างแล้วพบว่าเอกสารส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองหน่วยงานอื่น หรืออยู่กับจำเลยที่ 4 เอง จำเลยย่อมสามารถหาเอกสารเองได้โดยไม่ต้องรอส่ง หากจำเป็นต้องใช้ในการซักค้านสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ การที่จำเลยอ้างว่าการไต่สวนจะต้องยึดถือหลักฐานในสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลัก ศาลเห็นว่า เอกสารบางส่วนอยู่ที่จำเลยที่ 4 แล้ว ส่วนเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของ ป.ป.ช.สามารถส่งมาภายหลังได้ กรณีของจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการไต่สวนวันนี้ออกไป
ต่อมา ป.ป.ช. ได้นำพยานเข้าไต่สวน รวม 2 ปาก มีนายวีระ สมความคิด นักสิทธิมนุษยชนและประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน ผู้กล่าวหา ต่อ ป.ป.ช. เบิกความเป็นปากแรก ระบุว่า การปิดล้อมอาคารรัฐสภา พยานไม่ใช่ผู้ร่วมวางแผน โดยพยานเดินทางจากทำเนียบไปยังอาคารรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อปราศรัยต่อมวลชนถึงประเด็นการทุจริต คอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณ ขณะที่การปิดล้อมอาคารรัฐสภาของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นไม่ต้องการให้รัฐบาลนายสมชาย จำเลยที่ 1 แถลงนโยบาย เพราะเห็นว่านายสมชายเป็นนอมินีของนายทักษิณ เกรงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ กลุ่มผู้ชุมนุมมีการรวมกลุ่มกันต่อเนื่องทั้งวันในหลายจุด รอบอาคารรัฐสภา โดยเจ้าหน้าที่พยายามจะสลายการชุมนุมแทบทุกจุด ขณะที่พยานเห็นตำรวจเคลื่อนกำลังพลเข้ามา พยานจึงเข้าไปเจรจากับตำรวจ แล้วนำข้อเสนอไปส่งให้แกนนำทั้ง 5 พิจารณา แต่ปรากฏว่าตำรวจถอยร่นไป 10 เมตร แล้วยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่พยานยืนปราศรัยอยู่บนท้ายรถกระบะก็ได้รับแรงกระแทกการยิงแก๊สน้ำตาด้วยจนตกจากท้ายรถกระแทกพื้นถนนหายใจไม่ออก กระทั่งมีอาสากู้ภัยลากตัวพยานไปให้น้ำเกลือในเต๊นท์พยาบาลภายในทำเนียบรัฐบาล การกระทำนั้นไม่เป็นไปตามหลักสากล โดยพยานไม่ได้ยินคำเตือนของตำรวจว่าให้ถอยร่น หากไม่ถอยจะเคลื่อนกำลังจนอาจทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการบอกว่าตำรวจจะใช้กระบองและแก๊สน้ำตาควบคุมสถานการณ์ ทั้งนี้ยอมรับว่าหลังได้รับบาดเจ็บก็ไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ ขณะนั้นพยานได้รับทราบจากผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ใช้ปืนลูกซองยาว และปืนพกสั้น แต่พยานไม่ทราบว่าลักษณะของปืนลูกซองคล้ายกับปืนยิงแก๊สน้ำตาหรือไม่ แต่จากเหตุการณ์ทราบว่ามีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บแผลฉกรรจ์และเสียชีวิต
เมื่อทนายความ ถามว่าเหตุใดกลุ่มผู้ชุมนุมจึงไปล้อมที่ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นายวีระ เบิกความว่า พื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ที่อยู่บริเวณเดียวกัน และถนนหน้า บช.น.เป็นที่สัญจรในการเดินทางมาชุมนุม พยานไม่ทราบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมไปปิดล้อม บช.น. แต่ได้ยินเสียงดังออกมา ไม่ทราบว่าเป็นการยิงแก๊สน้ำตา หรืออาวุธชนิดใด
ขณะที่ทนายความจำเลย ซักถามถึงการตรวจพบระเบิดปิงปอง ยาเสพติด และอาวุธในทำเนียบรัฐบาลหลังการชุมนุมยุติ รวมทั้งกรณีของน.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรืองน้องโบว์ ผู้เสียชีวิต ที่ตรวจพบผงซีโฟร์ ที่ไม่มีในแก๊สน้ำตา นายวีระ ตอบว่า ไม่ทราบ
จากนั้น ป.ป.ช. ได้นำนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ อดีตเลขาธิการ ครม. สมัยรัฐบาลนายสมชาย ไต่สวนเป็นปากที่ 2 เกี่ยวกับการเตรียมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นับจากเข้ารับหน้าที่ หากไม่ดำเนินการไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ รวมถึงมติ ครม.ไม่ได้ให้ตำรวจใช้ความรุนแรงหรือสลายการชุมนุม ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้ร่วมประชุม ครม.ด้วยแต่อย่างใด
ทั้งนี้เมื่อไต่สวนพยาน ป.ป.ช. เสร็จสิ้นทั้ง 2 ปากแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศวันนี้ มีมวลชนกลุ่มพธม. และผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ปี 2551 ประมาณ 20 กว่าคน มาร่วมฟังการไต่สวนนัดแรก โดยช่วงเวลาที่นายสมชาย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน มีเสียงจากกลุ่มมวลชนตะโกนแสดงความไม่พอใจ แต่ไม่ปรากฏว่าเกิดเหตุวุ่นวายใดๆ
