"ยูเอ็น" จุ้นไม่เลิก !! จี้คสช.งดใช้กม.แบบปูพรม -เชื่อเพิ่มอำนาจ "ท็อปบูต" ไม่ช่วยแก้ปัญหา

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"เซอิด ราเอด อัล ฮุสเซน" จุ้นไม่เลิก !! จี้คสช.เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อประชาธิปไตยยั่งยืน และขออย่าใช้กฎหมายแบบปูพรมไม่เลือกหน้า เปิดช่องให้ทหารมีอำนาจมากกว่าเดิม - เชื่อเพิ่มอำนาจทหารไม่ใช่คำตอบในการสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ของไทย ...

 


วันนี้ (22 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเซอิด ราเอด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า ตนขอแสดงความกังวลต่อบทบาทของทหารที่เพิ่มขึ้นในการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนของไทย รวมทั้งการริดรอนสิทธิผู้คัดค้านอย่างเข้มงวดในขณะที่ประเทศไทยเตรียมลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย
         

 

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ผู้วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญหลายรายถูกจับกุมโดยพลการ ถูกควบคุมตัว และคุกคามนับตั้งแต่มีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปลายเดือนมีนาคม โดยเมื่อวันจันทร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนา เมืองสุข ถูกควบคุมตัวโดยทหารหลังวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในโซเชียลมีเดีย ก่อนได้รับการประกันตัวเมื่อวานนี้ ต่อมาในวันอังคาร นักปกป้องสิทธิมนุษยชน 5 คนถูกนำไปควบคุมตัวยังสถานที่ควบคุมตัวของทหารหลังชุมนุมต่อต้านการริดรอนสิทธิของรัฐบาลอย่างสันติ แต่ขณะนี้ทุกคนได้รับการปล่อยตัวแล้ว
         

 

ทั้งนี้ ได้แสดงความกังวลโดยเฉพาะต่อการจำกัดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะยิ่งส่งผลให้นายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐรายอื่นๆ แสดงความเห็นต่อเนื่องอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น ทั้งนี้ กฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้ในการออกเสียงประชามติได้จำกัดขอบเขตในการแสดงออกของกลุ่มคนหรือบุคคลเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว กฎหมายดังกล่าวซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยจึงอาจได้รับการตีความตามอำเภอใจและนำไปใช้กับผู้คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ
         

 

"การอภิปรายสาธารณะร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างและมีพลวัตรจะบ่มเพาะความสมานสามัคคีระดับชาติ ทำให้รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับและมีความชอบธรรมมากขึ้น และส่งผลให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญร่วมกัน แทนที่จะขัดขวาง ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการเสวนาและการมีส่วนร่วมในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะนี่จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างพื้นฐานอันมั่นคงเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย" นายเซอิด กล่าว
         

 

นายเซอิด กล่าวต่อว่า ตนยินดีที่เห็นว่าประชาชนได้รับอนุญาตให้แสดงความเห็น นอกจากนี้ บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนบางประการยังถูกนำมารวมไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ย้ำเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องให้พื้นที่แก่สาธารณชน สมาชิกพรรคการเมือง ประชาสังคม รวมทั้งองค์การพัฒนาเอกชน สื่อ และนักวิชาการในการแสดงความเห็นโดยไม่ต้องกลัวถูกคุกคาม ตอบโต้ หรือถูกจับกุม
         

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ออกคำสั่งใหม่หลายฉบับเพื่อเพิ่มบทบาทของทหารในการกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมาย หลังจากประเทศประสบปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและการประท้วงอย่างรุนแรงมาหลายปีแล้ว
         

 

"การเพิ่มอำนาจทหารไม่ใช่คำตอบในการสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ของไทย แต่ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีสถาบันพลเรือนที่มีความสามารถ และดังนั้น จึงควรหาทางเพิ่มความแข็งแกร่ง ไม่ใช่ทำให้กฎนิติรัฐและธรรมาภิบาลอ่อนแอลงแต่อย่างใด" นายเซอิด กล่าว
         

 

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 รัฐบาลทหารได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลขที่ 13/2559 ให้อำนาจทหารประจำการและอาสาสมัครทหารพรานดำเนินการกรณีมีการทำความผิดต่างๆ ภายใต้กฎหมายอย่างน้อย 27 ฉบับ ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเคหสถาน ยึดทรัพย์ ระงับธุรกรรมทางการเงิน ห้ามไม่ให้ผู้ต้องสงสัยเดินทางออกนอกประเทศ ควบคุมตัวบุคคลไม่เกิน 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ การตรวจสอบโดยศาล หรือความความรับผิดแต่ประการใด แม้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงว่าอำนาจดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งใช้กับกลุ่มอิทธิพลต่างๆ แต่ก็มีความกังวลว่าจะมีการใช้อำนาจนี้กับผู้คัดค้าน นอกจากนี้ คณะคสช. ยังได้ออกคำสั่งหัวหน้าคสช. อีกฉบับเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 เพิ่มอำนาจทหารในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทยซึ่งมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง
         

 

นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม ยังส่งผลให้บทบาททหารในการกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (institutionalized) กล่าวคือ มาตรา 265 และ 279 ของร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คำสั่งของทหารที่ออกภายใต้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้รับการรับรองว่าชอบด้วยกฎหมายและดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปิดโอกาสให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติสามารถออกคำสั่งนิติบัญญัติ คำสั่งบริหาร หรือคำสั่งตุลาการใดก็ได้ โดยในปีที่ผ่านมา มีการออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ถึง 61 ฉบับภายใต้มาตรา 44
         

 

"ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะระงับการบังคับใช้กฎหมายและคำสั่งแบบปูพรมไม่เลือกหน้าซึ่งเปิดทางให้ทหารมีอำนาจมากกว่าเดิม" นายเซอิด กล่าว
         

 

นายเซอิด กล่าวอีกว่า ขอให้โอนทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับพลเรือนจากศาลทหารไปยังศาลพลเรือน และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนประชาธิปไตย ตลอดจนปฎิบัติตามกฎบัตรอาเซียนและสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอื่นที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้