ศาลปค.แก้คำพิพากษาสั่ง "ป.ป.ช." เปิดข้อมูลลับ "สมชาย" ปมสลายม็อบพธม. ปี 51 !!

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

ศาลปกครองแก้คำพิพากษาจากศาลปกครองชั้นต้นให้ "ป.ป.ช." เปิดเผยข้อมูลลับ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ในคดีสลายม็อบพันธมิตร เมื่อปี 2551 พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องให้กับผู้ฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

 

 

วันนี้ (11 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 โดยศาลพิพากษาว่า คำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้แก่นายสมชาย ในการปฏิบัติหน้าที่สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนนำไปสู่การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหานายสมชาย กับพวก กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณี มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าผลักดันผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมอาคารรัฐสภาและเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

 

 


ทั้งนี้ระหว่างไต่สวน นายสมชาย ได้ขอตรวจสอบและรับทราบพยานหลักฐานในสำนวน รวม 11 รายการ เพื่อประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งไม่อนุญาต นายสมชายจึงได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ แต่คณะกรรมการดังกล่าวยังไม่ทันมีคำวินิจฉัย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิด นายสมชาย กับพวก และส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาล ต่อมานายสมชาย จึงได้มอบอำนาจให้นายวัฒนา เตียงกูล เป็นทนายความ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

 

 


ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้ฟ้องคดี เฉพาะรายการที่ 10 รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รายละเอียดของสถานที่ในแต่ละจุดที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เปิดเผยข้อมูลข่าวสารรายการที่ 10 พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องให้กับผู้ฟ้องคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1386/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 627/2555 หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด
         

 


ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยโดยสรุปว่าข้อมูลข่าวสารทั้ง 11 รายการ เป็นข้อมูลข่าวสารที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นเอกสารที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยมาตรา 120 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบการการทุจริต 2542 มิได้ห้ามหรือให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ได้เคยมีมติยอมรับในหลักการดังกล่าว ให้ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอตรวจสอบหรือขอรับทราบพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือต่อสู้คดีได้ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานในคดีอาญา มาตรา 40 (7) ของรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เนื่องจากเอกสารรายการที่ 1-9 และที่ 11 จากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่ามีอยู่ในรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง จึงเชื่อว่าไม่มีอยู่ในครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดี คงมีแต่เพียงเอกสารรายการที่ 10 เท่านั้น
        

 


การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร รายการที่ 10 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะรายการที่ 10 ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ ลับ ที่ ปช 0014/3233 ลงวันที่ 15 พ.ค. 2552 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เปิดเผยข้อมูลข่าวสารรายการที่ 10 พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องให้กับผู้ฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด