- 05 มิ.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.tnews.co.th
หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ "ปลื้ม" พิธีกรผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี บุตรชายหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ได้เขียนบทความเรื่อง "สำรวม สุภาพ สุขุม ท่วงทำนองที่ผู้นำไทยไม่มี" เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยบางช่วงบางตอนของบทความระบุว่า พ่อของตนสอนมาตลอดว่า ก่อนจัดรายการ ก่อนจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดนั้น สำคัญมากที่จะคิดอย่างรอบคอบ และคัดกรองข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่า พอถึงเวลาเราพูดอะไรออกไปในรายการ จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสำคัญยิ่งไปกว่านั้นเหมาะสมกับกาลเทศะ
"เวลาที่ผมมีความบุ่มบ่ามในช่วงที่เริ่มประกอบอาชีพนี้ใหม่ๆ หรือเวลาจัดรายการในแต่ละคืนทุกวันนี้ ผมก็จะนึกถึงคำสอนต่างๆ เหล่านี้ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาตนเอง ให้มีความสุขุมและแม่นยำมากขึ้น หนุ่มอายุ 39 ปีอย่างผม ยังมีเวลาพัฒนาอีกพอสมควรกว่า จะเข้าถึงวัยที่จะเป็นบุคคลสาธารณะทางการเมืองที่ประชาชนนั้นอาจเคารพ" หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ ระบุ
หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำให้ตนอายขายหน้ามากที่สุด กลับเป็นการที่ประเทศไทยมีผู้นำที่มีอายุมากกว่า 60 ปีซึ่งควรที่จะมีวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ แต่กลับไม่มี ซึ่งไม่น่าเชื่อ แต่วันนี้เรามีนายกรัฐมนตรีที่ไปกล่าวสุนทรพจน์ ในงานประชุมกลุ่มประเทศ G77 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ขึ้นไปยอมรับบนเวทีว่าตนเองนั้นเป็นคนบ้า
หม่อมปลื้ม เขียนว่าไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราไม่มีสิทธิที่จะมีอารมณ์เสียหรือ มีท่าทีที่บุ่มบ่ามและมุทะลุไม่ได้ในบางครั้ง แต่อย่างน้อยเวลาออกงานรับแขกเหรื่อควรมีความสำรวมอยู่บ้าง รู้ทั้งรู้ว่าคนอย่างบิ๊กตู่ เป็นคนที่เอาอารมณ์ของตนเองเป็นที่ตั้ง แต่อย่างน้อยสิ่งที่คนไทยควรจะมีสิทธิคาดหวังจากผู้นำของเขา คือต้องช่วยรักษาหน้าให้กับประเทศชาติ
"ไม่ใช่ขึ้นเวทีกล่าว Keynote Address ที่ผู้จัดงานเชิญไปพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ดันไปใช้โอกาสด่าทอสื่อมวลชน นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และนักวิชาการในประเทศ มันไม่ใช่แค่ไม่มีสาระสำหรับผู้ที่มาร่วมงาน แต่สิ่งที่นายกฯ พูดนอกสคริปต์ที่หยาบคายและก้าวร้าวนั้นไปกลบเนื้อหาที่มีความสำคัญ ที่สื่อมวลชนควรจะได้รับรู้จากการเข้าร่วมงานในวันนั้น กลายเป็นว่า บนหน้าหนังสือพิมพ์ในวันถัดมา คนก็จะมัวแต่ไปสนใจกับลีลาความเป็นตัวตลกที่เกรี้ยวกราดและดุดันอย่างไร้กาลเทศะของบิ๊กตู่"
หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ ยังแนะนำให้พล.อ.ประยุทธ์ เอาแบบอย่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับความเคารพจากสื่อมวลชนและประชาชนส่วนใหญ่ เพราะมีความสุขุม ลุ่มลึกในการแสดงความคิดเห็น พูดน้อยแต่ต่อยหนัก อย่างไรก็ตามหม่อมปลื้มเชื่อว่า "มันคงสายเกินไป เพราะเรื่องกิริยามารยาท มันต้องสั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็ก"
ตอนท้ายของบทความ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เขียนว่า "เพราะฉะนั้นคนไทยคงต้องทำใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทหารจะอยู่ยาวแล้วอ้างการปฏิรูปประเทศ อ้างช่วงเปลี่ยนผ่าน หรืออ้างความขัดแย้งทางการเมือง เราทุกคนคงจะต้องทำใจ กับความเป็นจริงที่ว่า ประเทศไทยนั้นมีตัวตลกเป็นนายกฯ"
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจากบทความดังกล่าว หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ จะนำเอาถ้อยแถลงเพียงบางเสี้ยวของ พล.อ.ประยุทธ์ มาเท่านั้น แต่ที่ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ ไม่ได้พูดถึงเลยนั้น คือ การแสดงออกถึงความกล้าหาญในฐานะผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ ที่เชิญชวนให้ผู้ชาติสมาชิก G77 ปลดแอกจากการบงการของชาติมหาอำนาจ
โดยบางช่วงบางตอนของการเปิดการประชุมประเทศสมาชิก กลุ่ม 77 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลเป็นแกนหลักสำคัญในการพัฒนาทุกๆ ด้านใน 167 เป้าหมาย รัฐบาลไทยจึงได้วางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและดำเนินการตามแผนปฏิรูป ถ้าประชาชนไม่รู้อนาคตก่อน ก็จะเกิดความขัดแย้งเพราะโลกไร้พรมแดนมีระบบสื่อสารที่รวดเร็ว รัฐไม่ใช่ผู้ที่จะกำหนดทุกอย่าง เราต้องพัฒนาที่ตัวบุคคลก่อน ต้องปฏิรูปว่าเราจะทำงานเพื่อใครหลายอย่างอาจจะถูกบิดเบือนทำให้เกิดความไม่เข้าใจ เพราะกลไกทางการเมือง ก็มีทั้งดีและไม่ดี ทำให้ความเข้าใจผิดเพี้ยนไปจนทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศและลามไปถึงต่างประเทศก็จะทำให้ยุ่งกันไปหมด ภาคประชาชนไม่ควรมุ่งแต่กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว รัฐเองก็ต้องอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ
เราถูกกำหนดหลักเกณฑ์ด้วยโลกและขั้วต่างๆ จึงต้องพยายามเอาสิ่งเหล่านี้มาทำให้เกิดประโยชน์โดยการรวมกลุ่มให้เกิดความแข็งแรงไม่ใช่รวมกันเพื่อสร้างความขัดแย้งแต่ต้องรวมตัวเพื่อให้มีการรับฟัง ต้องพูดในภาษาเดียวกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น บางครั้งมีคนต้องการตัดเสื้อตัวเดียวให้กับเรา ซึ่งในประเทศ G 77 จะต้องดูว่าควรเลือกเสื้อแบบใดจึงจะเหมาะกับประชาชนของตัวเอง ตนคิดแบบทหาร ซึ่งต้องมีเป้าหมายระหว่างทางว่าหาหนทางปฏิบัติในสิ่งที่ไปไม่ได้ ไม่ใช่ตีกันไปตีกันมาจนติดขัดกันอยู่แบบนี้
