อย่ายกซดจากกระป๋อง!? สบส.เตือนปชช.ปรับพฤติกรรมก่อนป่วย “ฉี่หนู”

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.tnews.co.th

นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และโฆษก สบส. กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนประชาชนทั้งเขตเมืองและชนบทมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคฉี่หนู เนื่องจากพาหะนำโรค ทั้งหนูบ้าน หนูนา หนูป่า หนูท่อ มักหนีน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน โดยแพร่เชื้อมาสู่คนได้

 

สำหรับสถานการณ์ของโรคฉี่หนูในปี 2559 สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานในรอบ 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 2 มิถุนายน 2559 พบผู้ป่วยใน 49 จังหวัด รวม 644 ราย ในจำนวนนี้พบพม่าป่วย 7 ราย มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงานจังหวัดที่มีรายงานป่วยสะสมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ศรีสะเกษ 91 ราย นครศรีธรรมราช 77 ราย สุรินทร์ 44 ราย

 

ในส่วนของการป้องกันโรคฉี่หนู สบส.ได้ให้ อสม.ทั่วประเทศและกลุ่ม อสม.ต่างด้าว เผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนยึดหลัก 3 ลด คือ

 

1.ลดจำนวนหนู โดยดูแลความสะอาดบ้านเรือน อาคารสำนักงาน โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร และกำจัดเศษอาหารให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งดำรงชีวิตของหนู

        

2.ลดการสัมผัสเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากมีความจำเป็น ให้สวมใส่รองเท้าอาจเป็นบูทยางที่มีพื้นหนา เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลจากของมีคม โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลหรือมีรอยขีดข่วนตามผิวหนัง ต้องระมัดระวังอย่าให้แผลถูกน้ำ หลังจากขึ้นจากน้ำให้อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาด ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าห่วง คือผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มกระป๋องที่เปิดฝาแล้วเทน้ำใส่ปากโดยตรง จะมีความเสี่ยงได้รับเชื้อ เนื่องจากอาจมีหนูขึ้นไปฉี่รดบนฝากระป๋อง ดังนั้น ขอแนะนำให้ล้างฝากระป๋องให้สะอาดทุกครั้งก่อนเปิดดื่ม

        

3.ลดการเสียชีวิต โดยหลังติดเชื้อประมาณ 10 วัน จะมีอาการป่วย ซึ่งลักษณะอาการจะต่างจากโรคอื่นๆ ได้แก่ มีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดตา ปวดตามกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะที่น่อง โคนขาทั้ง 2 ข้าง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้องขณะนี้โรงพยาบาลทุกแห่งมียารักษาให้หายขาดได้

ทั้งนี้ ไข้ฉี่หนู  เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีรูปร่างเกลียว มีชื่อว่า เลปโตสไปรา จึงเรียกชื่อโรคนี้ว่าเลปโตสไปโรซิส เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว สุกร โค กระบือ ม้า แพะ แกะ ฯลฯ  และที่สำคัญคือ หนู แต่สัตว์ต่างๆ อาจไม่แสดงอาการป่วย

 

โรคนี้ติดต่อจากสัตว์สู่คน  โดยสัตว์ที่เป็นโรคนี้จะขับถ่ายเชื้อโรคออกมากับปัสสาวะ เชื้อจะอาศัยได้ในดินที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง  และเข้าสู่คนทางผิวหนังอ่อน เช่น ชอกนิ้วมือและเท้า บาดแผลหรือเยื่อเมือก ดังนั้นมักจะพบโรคนี้ในคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ เช่น สัตวบาล เกษตรกร และผู้มีอาชีพสัมผัสกับน้ำหรือคนที่ย่ำน้ำในที่น้ำท่วมขังนานๆ

 

ส่วนอาการ ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจมีหรือไม่มีอาการ ในผู้ที่มีอาการมักแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ 2-3 วัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ อาการที่สำคัญ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อโดยอย่างยิ่งที่น่อง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตวาย หรืออาการทางสมองและระบบประสาท และอาจถึงตายได้ (อัตราการตายสูงถึงร้อยละ 10-40) แต่โรคนี้หากรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะโรคจะได้ผลดีกว่าปล่อยให้มีอาการรุนแรงแล้วจึงรักษา เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง เพราะอาจเป็นอันตรายจาการแพ้ยา หรือใช้ยาที่ไม่ถูกต้องได้  ดังนั้นควรพบแพทย์เพี่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง