เหมือนกันเปี๊ยบ!!! "ยะใส" ชี้แก๊งแจกรธน.ปลอม เหมือน "ขบวนการล้มเจ้า" ไม่มีผิด

ติดตามข่าวสารที่ www.Tnews.co.th

 

เหมือนกันเปี๊ยบ!!! "สุริยะใส กตะศิลา" ชี้ ขบวนการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เป็นฝีมือกลุ่มอำนาจเก่าที่หวังผลทางการเมือง เหมือนขบวนการล้มเจ้าที่ใส่ร้ายโจมตีสถาบันฯ คนพวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน หวังปั่นหัวมวลชนแบบเดิม ๆ ทั้งติงกรธ. ตั้งรับเรื่องนี้เกินไป แถมอ่อนประชาสัมพันธ์เสียอีก

 

วานนี้ (10 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกระแสอยู่ว่า ตนเห็นว่า คลิปและเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญปลอม ที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้ สะท้อนขบวนการต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยกลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามใช้กระบวนการประชามติ และวันลงประชามติ 7 ส.ค. เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อช่วงชิงมวลชนจัดตั้ง และเตรียมการต่อสู้เคลื่อนไหวหลังลงประชามติ เพื่อเป้าหมายบางอย่างทางการเมือง
      
      

ขบวนการนี้คล้ายขบวนการล้มเจ้าที่ปล่อยคลิป และเอกสารบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตรย์ และน่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน หรือแนวร่วมเดียวกัน คนกลุ่มนี้จะไม่หวังว่าผลประชามติจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าประชามติไม่ผ่านก็เข้าทาง ถ้าผ่านก็จะโยงสู่เรื่องอื่น เพื่อปั่นหัวมวลชนว่านี่แหละป็นยุทธศาสตร์ของอำมาตย์ ต้องการเล่นงานใครบางคน สงครามชิงมวลชนรอบนี้จะบ่งบอกทิศทางการเมืองช่วงก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง ได้มากทีเดียว อดีต ส.ส. บางพรรคบางคนอาจต้องลงทุนหนัก เพื่อให้ผลโหวตในพื้นที่ตัวเองออกมาทางใดทางหนึ่งให้เด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงการได้อำนาจต่อรองหรือได้สิทธิลงสมัคร ส.ส. ต่อไปด้วย
      
      


      

 

 

 

นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งรับมากเกินไป คือ ไปแก้โจทย์ที่อีกฝ่ายวางกับดักไว้ และการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเนื้อหายังเน้นการเมืองระดับโครงสร้าง แต่ให้ความสำคัญกับการเมืองระดับชาวบ้าน หรือปากทัองประชาชนน้อยไป ซึ่ง กรธ. ควรจะย่อยออกมาให้ชัดว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ชีวิตความเป็นอยู่ชาวบ้านจะปรับเปลี่ยนไปในทางทีดีขึ้นอย่างไรบ้าง และที่น่าห่วง คือ ผู้มีสิทธิลงประชามติที่เป็นคนหนุ่มสาวอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นจำนวนเสียงที่มีจำนวนมากกว่าแต่ก่อน กลับเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่ามีประชามติในวันที่ 7 ส.ค. นี้ คนกลุ่มนี้เข้าถึงสื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียมาก แต่การประชาสัมพันธ์ของ กรธ. กับ กกต. ยังใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียลมีเดียน้อยเกินไป