- 15 ก.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ความคืบหน้าการดำเนินคดีนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือนางไก่ ผู้ต้องหาในคดีความผิดแจ้งความเท็จ การค้ามนุษย์ และความผิดตามมาตรา 112 ในวันนี้ (15 ก.ค.) เวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะนำตัวนางมณตา ไปขออำนาจศาลอาญา รัชดา ฝากขังผัด 2 เป็นเวลา 12 วัน ขณะที่นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ ระบุว่า ในวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. จะนำตัวนางสุกัลยา ศิริม่วง เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อเขียนลายเซ็นต์เปรียบเทียบต่อหน้าพนักงานสอบสวน หลังพบว่าลายเซ็นที่ปรากฏในสำนวน ไม่ใช่ลายเซ็นต์ของนางสุกัลยา พร้อมจะขอให้พนักงานสอบสวนนำลายเซ็นต์ไปส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายเซ็นต์ที่ปรากฏในสำนวนที่เชื่อว่าปลอม
ขณะที่มีรายงานว่ารายชื่อของตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวพันในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีของนางไก่กับลูกจ้างที่เคยถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ประกอบด้วย อาทิ
1.ร.ต.อ.ดวงสิทธิ์ เหง้าสุสิทธิ์ รองสารวัตร(สอบสวน) สน.ประชาชื่น เป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี น.ส.ประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย และครอบครัว ที่ถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์
2. ร.ต.ท.ปกป้อง ฟองเลา รองสว.(สอบสวน) สน.ประชาชื่น เป็นเจ้าของคดีนางสุกัญญา ศิริม่วง มารดา น.ส.วณิชยา บุ้นสุนเฮง หรือน้องมีน
3. พ.ต.ท.อัครชัย แช่มซ้อย พงส.สน.ประชาชื่น ผู้ดูแลสำนวนคดีทั้ง 9 คดีดังกล่าว
4.พ.ต.อ.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ ผกก.ท่าข้าม อดีตผู้กำกับ สน.ประชาชื่น ที่รับผิดชอบเซ็นต์ตรวจสำนวนคดีนางมณตา
ก่อนหน้านั้น พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รอง ผบช.น. ฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนข้อเท็จจริงคดีดังกล่าว ได้เปิดเผยสรุปผลการพิจารณาความบกพร่องทั้ง 9 สำนวนคดีว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น 9 สำนวน พบลักษณะความผิดใน 2 กรณี คือ
1.พนักงานสอบสวน 7 นาย มีความผิดคือ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ตร. ที่ 419 และไม่ปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ม.131 และผิดพ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 คือไม่ตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่
2. ส่วนระดับหัวหน้างานสอบสวน 3 นาย ระดับผู้กำกับสถานี 4 นาย และระดับรองผู้บังคับการ 2 นาย มีความผิดคือ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ตร. ที่ 419 และผิดพ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 โดยหลังจากนี้จะเสนอผู้บัญชาการตำรวจนครบาลตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป
“สำหรับการดำเนินการตำรวจทั้ง 16 นาย ที่พบว่ามีการกระทำความผิดนั้นตนจะเสนอผู้บังคับบัญชา โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือกระทำผิดในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายอีกหรือไม่ และกระทำผิดในลักษณะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐาน มีส่วนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐาน ทำให้การสืบสวนไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรมโปร่งใส โดยถ้าเกี่ยวข้องใน 2 ข้อนี้หรือข้อหนึ่งข้อใดก็ต้องเสนอขอย้ายให้พ้นจากหน้าที่ ส่วนจะผิดเรื่องวินัยร้ายแรงหรือไม่ต้องรอให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตรวจสอบก่อน แต่ในส่วนความผิดทางอาญาในชั้นนี้ยังไม่พบ เป็นเพียงความผิดทางวินัยอย่างเดียว”
