เกินงามแล้วมังเจ้าคุณ!!!  พระเมธีฯจับปมสมเด็จช่วงถูกข้อหานำปลุกสงฆ์รอสัญญาณลุกฮือชุมนุมใหญ่ อ้างมีเบื้องหลังหวังทำลายพุทธศาสนา??

ติดตามรายละเอียด deeop.tnews.co.th

      ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง  สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวลับ ๆ ของพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย  ในการนำประเด็นเรื่องสมเด็จช่วงมากำหนดเป็นทิศทางการจัดกิจกรรม เพื่อกดดันให้มีการพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จช่วง เป็นพระสังฆราชองค์ใหม่  แม้ว่าล่าสุดดีเอสไอจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีครอบครองรถเบนซ์ และทำให้หลายฝ่ายมองว่าอาจไม่เหมาะสมจะเร่งรัดดำเนินการ  ให้เกิดรอยด่างพร้อยต่อประมุขสงฆ์

 

     ล่าสุดพระเมธีฯได้โพสต์เฟซบุ๊ค  มีสาระในความว่ากราบเรียนคณะสงฆ์ เจ้าคณะพระสังฆาธิการ พระภิกษุสามเณร ทุกรูป ทั้งที่อยู่ในประเทศและพระธรรมทูตในต่างประเทศทั่วโลกในนามองค์กรพุทธและภาคีเครือข่ายชาวพุทธทั่วประเทศ อยากกราบเรียนให้ทราบว่า บัดนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ
 

     ไม่ปกติแน่นอน เหตุเพราะมีกลุ่มคนหลายกลุ่ม หลายพวกและหลากหลายอำนาจมารวมตัวกันเฉพาะกิจในการทำภารกิจพิเศษเพื่อไล่ต้อนคณะสงฆ์ให้จนมุม วิธีการเริ่มจากการสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์และสร้างเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงให้เห็นว่าพระสงฆ์และคณะสงฆ์มีแต่เรื่องเลวร้าย เลวร้ายมากจริงๆ แล้วก็ชี้โทษประจาน  จากนั้นก็โยนบาปนั้นๆ มาให้คณะสงฆ์โดยรวม แล้วประจานให้สังคมไทยมองเห็นว่าภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ในปัจจุบันล้วนประสบปัญหาด้านความเสื่อมถอยมากมาย

    จากนั้นก็ชี้นำว่าหากภาครัฐไม่เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ทั้งระบบแล้ว โดยหากขืนปล่อยให้มีการปกครองกันเองแบบนี้ก็มีแต่ความเน่าเฟะ และมีแต่จะนำความเสื่อมมาสู่คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา ดังนั้นแผนการทั้งหลายทั้งปวงของกลุ่มเหล่านี้จึงบังเกิดขึ้น
เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสร้างเรื่อง สร้างปัญหา เช่น เรื่องรถโบราณ เรื่องของ มส. เรื่อง พ.ร.บ.สงฆ์ เป็นต้น

 

    สาระสำคัญพวกเขาที่กระทำการแบบนี้ก็เพราะมองว่า พระสงฆ์ คณะสงฆ์และชาวพุทธไม่มีพลัง ไม่มีความสามัคคีมากพอที่จะต่อต้านพวกเขาได้ โดยเฉพาะคณะสงฆ์นั้นเขามองว่าอ่อนแอมาก ถูกด่าทอประณามหยามเหยียดตั้งแต่สูงลงมาถึงล่างก็ไม่มีปากมีเสียง ยังคงนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

    วันนี้ผมอยากกราบเรียนพระสงฆ์ทั่วประเทศและที่เป็นพระธรรมทูตอยู่ทั่วทุกมุมโลกว่า ได้โปรดตื่นได้แล้ว ตื่นได้แล้วครับ  ตื่นๆๆ อย่ามัวหลับใหลอยู่เลย ประมุขสงฆ์ องค์กรสงฆ์ พระสงฆ์ คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาถูกย่ำยีอย่างหนัก ถูกย่ำยีอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน เราจะนิ่งดูดายต่อไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว  ขอทุกรูปได้โปรดกรุณา ปฏิบัติ ดังนี้

 

1.ลุกขึ้นมาสนใจศึกษาปัญหาที่กระผมพูดมานี้ให้เข้าใจลึกซึ้ง ให้เข้าใจว่านี่เป็นปัญหาโดยรวมของคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญหาระดับปัจเจกบุคคลอีกต่อไป

 2.ลุกขึ้นมายืนเป็นพลังกันทั้งประเทศ ทั้งในประเทศและทั่วโลก เมื่อทุกรูปเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งแล้ว ให้รวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง มีพลังในทุกอณูส่วนที่มีพระสงฆ์ โดยให้ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา ทำทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่นและระดับชาติ

 3.องค์กรพุทธและภาคีเครือข่าย ขอเป็นสะพานเชื่อมโยงให้ถนนทุกสายมุ่งหน้ามาเจอกันเมื่อมีงานใหญ่ในการพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา ได้โปรดรอฟังสัญญาณ

      หลายรูป หลายกลุ่ม หลายองค์กร ตื่นแล้ว พวกเราจึงร่วมกันทำงานเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอยู่อย่างชนิดเหนียวแน่นไม่คลอนแคลน แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ตื่น ยังสะลึมสะลือหรือยังหลับใหลอยู่ ได้โปรดตื่นได้แล้ว ตื่นเถิดครับ พวกเรามีภัยรอบด้าน มีภัยมากจริงๆ อนาคตของพระพุทธศาสนาจะไปได้อีกนานแค่ไหนในประเทศนี้ และถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาปกป้องพวกเรากันเองจะให้ใครมาปกป้องเราพวกเราต้องตื่นขึ้นมาช่วยกันครับ  ตื่นเถิด สามัคคีกันเถิดชาวพุทธ

 

     ทางด้านนายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า กรณีการแจ้งข้อกล่าวหาของดีเอสไอดังกล่าวยังคงไม่กระทบต่อตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยหลักการทางคดีอาญา เมื่อถูกหมายเรียก หรือระหว่างขึ้นศาลให้การถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่า ศาลจะมีการตัดสินออกมาเป็นอย่างไร ส่วนหากดีเอสไอมีหมายเรียกสมเด็จฯออกมา ทางพศ.ซึ่งมีส่วนสนองงานสมเด็จพระสังฆราช ก็ต้องเข้าไปติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด