น่าคิดมาก!!! "ป๋าเปลว"บอกท่องจักรวาลเน็ตทั้งวัน ไม่ยักเจอคนเห็นใจ"เบญจา" คุก 3 ปีฐานช่วย "โอ๊ค-เอม"

ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th

 

น่าคิดมาก!!! "ป๋าเปลวแห่งไทยโพสต์" บอกท่องจักรวาลเน็ตเมื่อวาน หลัง "นางเบญจา หลุยเจริญ" อดีต รมช.คลังยุคยิ่งลักษณ์ ถูกศาลสั่งจำคุก 3 ปีฐานช่วย "โอ๊ค-เอม" ลูกชาย-ลูกสาวนายใหญ่เลี่ยงภาษี...โดยทั่วทั้งจักรวาลออนไลน์กลับไม่ยักเจอคนเห็นใจเธอเลย ทั้งที่คนไทยปกติเจอข่าวเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์-ได้ยาก "คนไทย-คนพุทธ" มักร้องกันว่า พุทโธ่..น่าสงสาร...อะไรทำนองนั้น แต่กับรายนี้ แปลก นอกจากไม่พบใครร้องพุทโธ่แล้ว ยังพบคนร้อง โอ้โฮ...สาธุ "เวรกรรมมีจริง ทั้งขาขึ้น และขาลง"! (ตามสำนวนป๋าเปลว) นั่นย่อมสะท้อนอะไรบางอย่างได้เป็นอย่างดี...เรื่องนี้วิญญูชนรู้ได้ด้วยตนเองแน่แท้

 

วันนี้ (29 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคอลัมน์ "คนปลายซอย" ของ "เปลว สีเงิน" แห่งไทยโพสต์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 ก.ค. 2559 หรือฉบับวันนี้ ได้มีบทความที่น่าสนใจยิ่งชิ้นหนึ่ง โดยจั่วหัวว่า เรื่อง "ภาษี" ที่ผูกพันกับ "เวรกรรม" ซึ่งล้อกับสถานการณ์บ้านเมืองร้อน ๆ ที่ศาลได้สั่งจำคุก "นางเบญจา หลุยเจริญ" อดีต รมช.คลังยุคยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 3 ปีฐานช่วย "โอ๊ค-เอม" ลูกชาย-ลูกสาวนายใหญ่เลี่ยงภาษี...โดยป๋าเปลวระบุว่า ท่องทั่วจักรวาลออนไลน์กลับไม่ยักเจอคนเห็นใจเธอเลย ทั้งที่คนไทยปกติเจอข่าวเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์-ได้ยาก "คนไทย-คนพุทธ" มักร้องกันว่า พุทโธ่..น่าสงสาร...อะไรทำนองนั้น แต่กับรายนี้ แปลก นอกจากไม่พบใครร้องพุทโธ่แล้ว ยังพบคนร้อง โอ้โฮ...สาธุ...โดยสำนักข่าว Tnews ได้คัดลอกบางส่วนของบทความ มานำเสนอดังรายละเอียด ดังนี้

 

เมื่อได้ข่าวเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์-ได้ยาก "คนไทย-คนพุทธ" มักร้องกันว่า พุทโธ่..น่าสงสาร


แต่กับรายนี้ แปลก....?


ผมท่องทั่วจักรวาลเน็ตเมื่อวาน (๒๘ ก.ค.๕๙) นอกจากไม่พบใครร้องพุทโธ่แล้ว ยังพบคนร้อง โอ้โฮ...สาธุ


"เวรกรรมมีจริง ทั้งขาขึ้น และขาลง"!


กรณีศาลสั่งจำคุก "นางเบญจา หลุยเจริญ" อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร และอดีต รมช.คลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์


พร้อมด้วย น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ นายกริช วิปุลานุสาสน์ ทั้ง ๓ เป็นอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร


คนละ ๓ ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวาน!


ความผิดฐาน ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗


จำได้มั้ยล่ะ...?


กรณีท่านชายพานทองแท้และท่านหญิงพินทองทา บุตรชาย-บุตรสาวเจ้ามูลเมือง "ทักษิณ-พจมาน ชินวัตร" แห่งอาณาจักรจันทร์ส่องหล้า

 

ตอนปี ๔๙ พ่อขาย-ลูกซื้อ "หุ้นชินคอร์ป" ในราคาพาร์ หุ้นละ ๑ บาท

 

ในขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ ๔๙.๒๕ บาท ซึ่งมีส่วนต่างที่ต้องเสียภาษีร่วมหมื่นล้าน


แต่ทั้ง ๔ คน ซึ่งขณะนั้น เป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร.......

 

ได้ช่วยท่านชาย-ท่านหญิง แห่งตระกูลชินวัตร "ไม่ต้องเสียภาษี" ซักบาท หรือเสียน้อยกว่าที่ควรต้องเสีย!


ด้วยอานิสงส์ประเสริฐแต่ครั้งนั้น เสริมหนุนให้นางเบญจามั่งมีศรีสุข มีบุญวาสนา


เกษียณแล้ว ก็ยังพุ่งเป็นกระสวยอวกาศ ระบอบทักษิณอุปถัมภ์ค้ำชู ได้เป็นถึง "รัฐมนตรีช่วยคลัง" ยุคยิ่งลักษณ์

 

นั่นเป็นการเสวยกรรม "ขาขึ้น"

 

และเมื่อวาน ถึงคราวเสวยกรรม "ขาลง" ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก ๓ ปี!

 

ระดับ ผอ.กฎหมายอีก ๓ คน เสวยกรรม "ขาขึ้น" พร้อมนางเบญจาไปแล้ว ถึงตอนต้องเสวยกรรม "ขาลง"

 

ก็ไม่มีใครน้อยหน้ากว่าใคร คนละ ๓ ปี เท่าๆ กัน!

 

ยังมีอีกคน ไม่ใช่ข้าราชการ แต่เป็นข้าจันทร์ส่องหล้า "นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์" ตำแหน่ง "คนใกล้ชิด" เลขาฯ ส่วนตัวคุณหญิงพจมาน

ด้วยความชำนาญด้านภาษี-ด้านบัญชี นางสาวปราณี เป็นมือประสานงานในกรณีนี้ ว่างั้นเหอะ

จึงมีความผิดฐาน "เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติมิชอบ"

๒ ปี ไม่รอลงอาญา เสมอหน้ากัน!


นี่แค่ "ศาลชั้นต้น" ได้ประกันไปหมดแล้ว ว่ากันต่อในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา เพราะข้าทาสบริวาร รับอานิสงส์กรรม "ขาลง" ทยอยเข้าคุกกันทีละคน-สองคนแบบนี้

 

"เจ้ามูลเมือง" จะนอนเอามือซุกหว่างขาอยู่เมืองนอกสบายๆ ได้อย่างไร จำเป็นต้อง "ยกระดับป่วน" รัฐบาล คสช.หนักขึ้นเป็นธรรมดา

 

ทักษิณใช้แผน "รากหญ้ารุกเมือง"


สกัดแผน "ทอดแห-รวบปาก" ของนายกฯ ประยุทธ์!

พวกเราก็ หักก้านไม้ขีดถ่างเปลือกตาไว้


แล้วดูซิ...การระดมทัพแดง-ทัพเหลือง ของฝ่ายทักษิณ จะต้านรับ-ดิ้นหลุด จากแหที่นายกฯ ประยุทธ์ทอดและกำลังสาวขึ้นมาได้หรือไม่ อย่างไร?


นี่ขนาดยังไม่ทันพ้นน้ำ.......

 

 

 

 

ทั้งปลาเหลือง-ปลาแดง ปลาเมืองกรุง ปลาเมืองเหนือ ดิ้นกระแด่ว แถกเหงือกคาแหกันเป็นแถว


ก่อนและหลัง ๗ สิงหา. เพื่อความมันจะจะลูกตา รีบจองตั๋วริงไซด์ที่ไทยทิกเก็ตด่วน!


ผมดูข่าวข้าราชการสรรพากรต้องติดคุก เพราะรับใช้คนมีอำนาจการเมือง-อำนาจเงินนี้แล้ว


ก็อยากให้ข้าราชการทุกคนดูเป็นตัวอย่าง

เอาตำแหน่ง-อำนาจหลวง ไปทำไม่สุจริต ประจบ-สอพลอ รอเศษน้ำข้าวข้างกระถาง แล้วลงท้ายเป็นไง?

 

ตัวเองต้องติดคุก-ติดตะราง เสื่อมเสียเกียรติยศ วงศ์ตระกูล

แล้วพวกเขา ที่เราไปโกงหลวงให้.....


พวกเขาสบาย คุก-ตะรางก็ไม่ต้องติด เที่ยวกิน เที่ยวช็อป คำละหมื่น-ละแสน แล้วแชะลงอินสตาแกรมอวดพวกเรา ที่ต้องไปกินข้าวแดงในคุก!

 

ใครที่รอ "อำนาจเก่า" จะกลับคืนมาน่ะ...


เลิกคิด-เลิกรอได้แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวรัฐบาล คสช.อยู่สั้น-อยู่ยาว ที่เกี่ยวแน่ๆ คือ "เวรกรรม" จากการเป็น "ข้า-ราชะ-การ" อสัตย์

 

ข้าวที่กลืน จากเงินใต้โต๊ะ คือก้อนไฟบรรลัยกัลป์

น้ำที่ดื่ม จากเงินใต้โต๊ะ คือน้ำกรดที่ลงไปกัดกร่อน

เงินทองของใช้จากใต้โต๊ะ คือกาววาวคลุมหลุมฝาก

รุ่งเรือง-เฟื่องฟู-หรูหรา ก็แค่ในเบื้องต้น....

 

เบื้องปลาย สุดท้าย ณ กรรมทุจริต ด้วยกาววาวที่ล่อให้หลงเรื่อยมา ล้วนชักพาลงไปทุรนในก้นบึ้ง เป็นซากเดนให้ผู้คนขากถุย!

ก็ดูซี สังคมชมรมเน็ตทั้งหลาย เห็นใคร...พุทโธ่บ้าง เห็นมีแต่สะใจ สมน้ำหน้า ผมเห็นแล้ว อดสะท้อนถอนใจและเวทนามิได้


คนเป็นข้าราชการน่ะ "อย่าอสัตย์หลวง"....


เพื่อใช้เป็นเครื่องแสดงความ "ซื่อสัตย์" กับนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจ-มากบารมีคนไหน ในบ้าน-ในเมือง


เพราะถึงคราว "กรรมเช็กบิล" ไม่มีใครช่วยได้หรอก บุญคุณไม่ได้อยู่ที่เราทำให้เขา แล้วจะไปทวงเอากับเขา


"บุญคุณ" จะมีได้ ก็ต่อเมื่อ "ผู้รับ" เขาสำนึกเอง


ดังนั้น กับข้าราชการ "ฉ้อราษฎร์-บังหลวง" ข้าวผัดซักห่อ โอเลี้ยงซักกระป๋อง ก็อย่าหวัง จากคนที่เคยใช้อำนาจข้าราชการโกงให้เขาเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน!


ขอบคุณบทความ : เปลว สีเงิน จาก ไทยโพสต์