มาแล้ว"ขุนศึกการข่าว"  !!!  "พล.ท.นันทเดช"  จัดเต็มร่างรธน.ฉบับปชช.เป็นใหญ่กว่านักการเมือง!!?!!

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

      อีกเพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมง การเริ่มต้นขั้นตอนการลงประชามติ  ร่างรธน.ฉบับใหม่จะเกิดขึ้นล่าสุด   พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก "พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์"   ในหัวข้อ  “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใหญ่กว่านักการเมืองจริงหรือเปล่า !!”

 

      ปัญหาเดิมของประเทศไทยที่ต้องหยุดยืนอยู่กับที่ (เมื่อยืนมานานก็เริ่มเซ ทรงตัวไม่อยู่) ในขณะที่ทุกประเทศเดินหน้าผ่านประเทศไทยไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๕ ปีที่ผ่านมานั้น อยู่ที่ ๔ ปัญหาหลัก (๑) ปัญหาการทุจริตโกงชาติขนาดใหญ่มากขึ้นตามลำดับ (ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ คนที่โกงชาติกำลังทยอยเข้าคุกไปเรื่อยๆ), (๒) กระบวนการยุติธรรมไม่ทำงาน เพราะผู้คนที่ทำการทุจริตได้นำเงินจากการทุจริตมาซื้อตัวเจ้าหน้าที่, ซื้อตำแหน่งให้เจ้าหน้าที่ เพื่อละเลยการบังคับใช้กฎหมาย ช่วยป้องกันตัวผู้ทุจริต, (๓) จงใจทำให้การศึกษาด้อยพัฒนา เป็นผลมาจากการทุจริตที่ต้องการทำให้คนโง่เพื่อความสะดวกในการโกง และมีโอกาสโกงงบประมาณการศึกษาซึ่งมีจำนวนมหาศาลไปเป็นของตัวเองได้ง่ายๆ และ (๔) ไม่ยอมนำเงินงบประมาณไปพัฒนาประเทศ แต่นำไปตั้งโครงการประชานิยมต่างๆ แล้วโกงเอาดื้อๆ นึกดูเอาเองก็ได้ ตัวอย่างมากมายครับ

      มาดูคร่าวๆ ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะป้องกันปัญหาทั้ง ๔ เรื่องได้อย่างไร และทำไมนักการเมืองส่วนใหญ่จึงไม่ชอบ

      ๑. ป้องกันไม่ให้นักการเมืองซื้อสื่อมวลชน โดย ม.๓๕ ระบุให้ “เจ้าของสื่อต้องเป็นคนสัญชาติไทย การให้เงินของรัฐต่อสื่อจะทำไม่ได้ การให้เงินของรัฐต่อสื่อในการประชาสัมพันธ์ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้ สตง. และประกาศให้ประชาชนทราบด้วย” มาตรานี้จะทำให้สื่อเป็นสื่อที่ดีต่อไป สื่อจะจะกลายมาป็นเครื่องมือของนักการเมืองน้อยลง การประชาสัมพันธ์ของรัฐก็จะกระจายไปยังสื่อต่างๆ อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ไปตกอยู่กับสื่อเพียง ๒-๓ ฉบับ

 

      ๒. ระบุให้นักการเมืองหรือองค์กรท้องถิ่นต้องตอบคำถามแก่ประชาชนที่ถามเรื่องความเดือดร้อนอย่างรวดเร็ว (การร้องทุกข์แล้วเรื่องเงียบหายไปกับสายลมก็จะน้อยลง) และมีรายละเอียดให้สิทธิชุมชนอีกหลายประการ (ม.๔๑) นอกจากนั้นยังไปย้ำเรื่องนี้ ไว้ใน ม.๕๑ เพิ่มเติมอีก

 

      ๓. ใน ม.๔๕ ระบุว่า “พรรคการเมืองต้องบริหารงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ การกำหนดนโยบาย ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องให้สมาชิกเข้าร่วมดำเนินการอย่างอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำจากบุคคลภายนอกพรรค และพรรคการเมืองมีหน้าที่ดูไม่ให้สมาชิกพรรคโกงเลือกตั้งด้วยซึ่งจะมีการกำหนดหลักการไว้ในกฎหมายลูกต่อไปอีกทอดหนึ่ง”

      กรณีที่นายทุนพรรคการเมืองจะออกมาชี้นำต่อ ส.ส.แบบลูกจ้างแบบเดิม แม้จะยังไม่หมดไปทีเดียว แต่ก็จะลดน้อยลงไป เรื่องนี้ “พรรคการเมือง ๒ - ๓ พรรค เกลียดนักเลย”

 

      ๔.หน้าที่ของชาวไทยเพิ่มรายละเอียดมาใน ม.๕๐ เช่น เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม, ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ, ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม, เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ และ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ

 

      ๕. หน้าที่ของรัฐที่เพิ่มมาหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนอย่างมาก ยกตัวอย่างมาให้ดูเช่น

 

         ม.๕๒ “เพื่อผลประโยชน์ของชาติรัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการยกระดับงานข่าวกรองครั้งใหญ่ของชาติ ให้ทันกับยุคสมัยที่ว่า “ใครครอบครองข่าวสาร คนนั้นเป็นใหญ่”

 

         ม.๕๓ “รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” ดังนั้นต่อไปนี้จะมาละเลย จับกุมอาวุธสงครามได้แล้วปล่อยไปอีกไม่ได้ เรื่องแบบนี้เดือดร้อนกันหมด ทั้งนักการเมือง, ทหาร และตำรวจครับ

 

       ๖. ม.๖๐ ระบุว่า “การรักษาคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน”

 

      ในกรณีตาม ม.๖๐ นี้ ถือเป็นความกล้าหาญของ กรธ. เพื่อความเข้าใจขอให้มาดูเรื่องเดิมซึ่งสรุปได้ว่า “การจะมีดาวเทียมได้ต้องมีวงโคจร การจะมีวงโคจรได้ รัฐต้องเป็นคนขอเท่านั้น เมื่อได้วงโคจรมาแล้ว วงโคจรก็เป็นของรัฐ เมื่อบริษัทใดต้องการใช้วงโคจรนี้ก็ต้องมาขอสัมปทานจากรัฐ ดาวเทียมที่ยิงขึ้นไปจึงตกเป็นของรัฐ”

 

      ปัจจุบัน รัฐยังต้องเป็นผู้ขอวงโคจรเหมือนเดิม แต่มีการแก้ไขให้ พ.ร.บ. กสทช.ระบุว่า บริษัทฯ ไม่ต้องขอสัมปทานจากรัฐ แค่มาขอใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมจาก กสทช.แทน แต่รัฐก็ยังต้องรับผิดชอบวงโคจรอยู่เช่นเดิม ดาวเทียมที่ยิงในช่วงหลังจึงไม่เป็นของรัฐ ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์หลายอย่าง การมี ม.๖๐ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดี ถือว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้รักชาติมากๆ ครับ

 

      ๗. การป้องกันการทุจริตนั้น เมื่ออ่านดูแล้วจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ๔ ระดับ คือ

            ๗.๑ การป้องกันการทุจริตในภาคเอกชน

            ๗.๒ การกลั่นกรองผู้เข้าดำรงตำแหน่ง ส.ส. และรัฐมนตรี “ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”

            ๗.๓ การควบคุมทางรัฐสภา

            ๗.๔ การควบคุมทางองค์กรอิสระ

 

         ซึ่งการควบคุม ๔ รูปแบบนี้จะทำให้นักการเมืองทุจริตได้ยากมาก ถ้าลงมือทุจริตก็ต้องออกมากลางห้วงเวลาที่เป็นรัฐบาล เรื่องนี้จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกต่อต้านจากนักการเมืองส่วนใหญ เช่น

         (๑) ระบุไว้ใน ม.๕๐ ว่า ประชาชนชาวไทยมีหน้าที่ “ไม่ร่วมมือ หรือสนับสนุนการทุจริต และประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ”

 

         (๒) ระบุไว้ใน ม.๖๓ บังคับให้ “รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้านหรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”

 

      (๓) ใน ม.๗๖ ระบุให้รัฐพัฒนาระบบราชการทั้งหมดให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจ หรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก่าวก้ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

 

         (๔) ใน ม.๗๘ส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต่อต้านการทุจริตที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน

 

          (๕) ม.๙๘ กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.ไว้ละเอียดมาก

 

      (๖) ม.๑๖๐ กำหนดคุณสมบัติของผู้เป็นรัฐมนตรีไว้ เพิ่มจากคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.อีก ๗ ประการ ที่สำคัญ ๒ ข้อคือ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (ต้องดีไม่มีที่ติ) และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (กรณีการโยกย้ายข้าราชการก็จะเป็นธรรมมากขึ้น)

 

      (๗) ม.๖๕ ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดท าแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว” ดังนั้นรัฐบาลจะต้องนำงบประมาณไปพัฒนาประเทศอย่างหนีไม่ออก ไอ้เรื่องเอางบไปซื้อแท็ปแล็ตต้องยุติไปเลยครับ

 

 

 

      กระบวนการป้องกันการทุจริตในขั้นต้นจากการกำหนดคุณสมบัติเหล่านี้ น่าจะกลั่นกรองคนดีพอสมควรเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ การทุจริต การทำผิดจรรยาบรรณที่เกิดขึ้นจึงไม่น่าจะรุนแรงเหมือนเดิมอีก ถ้ามีการทุจริตก็จะถูกกลไกทางกฎหมาย และองค์กรอิสระกำจัดออกไปทันที

 

      กระบวนการป้องกันการทุจริตในขั้นต่อไปมีอยู่ในการบริหารงานของรัฐบาลมีอีกมาก เช่น รัฐบาลต้องรายงานผลงานต่อรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ทุก ๓ เดือน, การโยกงบประมาณมารวมไว้ส่วนกลางทำได้ยากขึ้น, การรักษาวินัยการคลังต้องเคร่งครัดฯลฯ ส่วนการควบคุมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไล่ลงไปถึงคู่สมรส บุตร และผู้ที่ได้รับมอบหมายงานด้วย รวมถึงการควบคุมจากการตรวจสอบขององค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช., ป.ป.ง. และ สตง. ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการทุจริตขนาดใหญ่แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จะมีขึ้นได้ยากในอนาคตครับ ถ้าผมเป็นนักการเมือง อ่านแล้วก็ต้องท้อแท้ครับ

 

      ส่วนเรื่องที่เป็นข้อท้วงติงอื่นๆ เช่น บัตรทอง และเบี้ยเลี้ยงคนชรา ก็ไม่ได้หายไป มีแต่เพิ่มขึ้น (ม.๒๗, ม.๔๗, ม.๔๘ และ ม.๕๕)

 

      เรื่องการศึกษานั้น กรธ.เห็นว่า เด็กก่อนวัยเรียนช่วงอายุ ๑–๕ ขวบนั้น เป็นวัยที่สมองกำลังพัฒนา ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ตามข้อเท็จจริงแล้ว เด็กส่วนใหญ่จะถูกทิ้งไว้กับคนเลี้ยงดูที่บ้าน หรือไปจ้างเพื่อนบ้านดูแล ในขณะที่พ่อแม่ออกไปทำงาน เด็กก็ว่างไปเปล่าๆ จึงกำหนดให้รัฐเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้อย่างจริงจัง ในกรณีที่บอกว่าจะตัดการเรียนฟรีในระดับมัธยมปลายออกไปนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพียงแต่ต้องการให้เด็กรู้จักหาทางเลือกหนทางชีวิต และอาชีพที่เหมาะสม ไม่ไปเสียเวลาเรียนไปในทิศทางที่ไม่ได้พิจารณาให้ดีก่อน แต่สำหรับเด็กที่ต้องการเรียนต่อมัธยมปลาย รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้รัฐรับผิดชอบสนับสนุนต่อไป ก็เท่ากับไม่ได้ตัดอะไรออกไปนั่นเอง

 

      มีอีกมากมายครับ ไปอ่านกันเอาเอง สนุกพอๆ กับหนังสือนิยายจีนเลยครับ แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ตรงที่ทำให้ “พรรคการเมืองอ่อนแอลง” เพราะองค์กรอิสระ และประชาชฃนมีอำนาจตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์ปกติแล้ว รัฐบาลสามารถขอทำประชามติ เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้ แต่ปัจจุบัน ผมว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนสามารถตามติดควบคุมนักการเมืองที่ตนลงคะแนนเลือกตั้งไปอย่างใกล้ชิด ไม่ได้เหมือนสมัยก่อนที่หย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จ ประชาชนก็หมดสิทธิ์ควบคุมนักการเมือง อ่านไปอ่านมาแล้วก็หวังว่า อีก ๒ -๓ ปี บ้านเมืองเราจะเจริญก้าวหน้าไปจนจำไม่ได้แน่ ถ้าได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนนักการเมืองก็จะเป็นอาชีพธรรมดา ใครจะหวังรวยทางนั้นก็ต้องไปค้าขายเอาครับ

 

      วันอาทิตย์ที่ ๗ ส.ค. นี้ ขอเชิญชวนทุกคนไปลงประชามติตามที่ท่านเห็นชอบ อย่างเป็นอิสระ และอย่ามาเชื่อบทความนี้ซึ่งไม่ค่อยเป็นกลางนัก !!!