- 06 ส.ค. 2559
ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th
ยกสอง...มาแล้ว!!! คำแถลง "ยิ่งลักษณ์" คดีโกงข้าวภาคบ่าย สุดฮา...ถามอย่างตอบอย่าง โดยเฉพาะเมื่ออัยการซักตัวเลขมูลค่าหนี้ เธอถึงกับอึกอักก่อนจะเลี่ยงไปตอบแบบขอไปที หน้ำซ้ำยังยืนยันเหมือนช่วงเช้าว่า ตัวเองบริสุทธิ์ทุกอย่าง ซ้ำยังโบ้ยให้ไปถามคนอื่นเมื่อเจอคำถามนอกสคริปต์...ขณะที่ศาลนัดไต่สวนอีกครั้งวันที่ 19 ส.ค.นี้
วันนี้ (6 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ได้ไต่สวนคดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท โดยวันนี้เป็นการไต่สวนพยายจำเลยนัดแรก ซึ่งสำนักข่าว Tnews ได้นำเสนอข่าวในช่วงแรกคือ ภาคเช้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ชี้แจ้งต่อศาลไปบ้างแล้ว และบรรทัดจากนี้ไป คือคำแถลงของ เธอที่ชี้แจงต่อศาลอีกครั้ง เมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้
โดยเวลา 13.00 น. อัยการโจทก์พยายามถามถึงหนี้และดอกเบี้ยที่รัฐจะต้องจ่ายชดเชยมูลค่าหนี้ของ ธ.ก.ส. อดีตนายกฯ ตอบว่า ธ.ก.ส.อยู่ในฐานะผู้กู้เงิน มีกระทรวงคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งเงินชำระหนี้ได้มาจากการระบายข้าว โดยรัฐจะชดเชยในส่วนที่ขาด สำหรับดอกเบี้ย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้รับไป ซึ่งยืนยันว่าเงินที่ใช้ในโครงการเป็นไปตามกรอบวงเงินหมุนเวียน 500,000 ล้านบาท
เมื่ออัยการพยายามซักถึงตัวเลขมูลค่าหนี้ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ และให้ยืนยันจำนวนตัวเลขที่แน่นอนนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์มีลักษณะอึกอักก่อนปฏิเสธที่จะตอบให้ชัดเจนในตัวเลข ที่อัยการโจทก์มีลักษณะถามนำให้ยอมรับว่าใช่จำนวนตัวเลขดังกล่าว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เรื่องของการเงินเป็นเรื่องที่ต้องระวังในการตอบด้วยความรอบคอบเพราะมีความสำคัญกับชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการซักถามดังกล่าว องค์คณะได้มีการติงฝั่งอัยการโจทก์ให้ถามถึงข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องของข้อกฎหมายศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยเอง
จากนั้นอัยการถามต่อว่า ตอนจัดโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลได้วางแผนการใช้หนี้ที่เกิดจากโครงการไว้อย่างไร เธอตอบว่า เป็นการวางแผนที่กระทรวงการคลังซึ่งมีสำนักบริหารหนี้คอยดูแล โดยทุกอย่างเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้
อัยการโจทก์ถามอีกว่า งบประมาณของโครงการช่วยเหลือการเกษตรในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ การใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปตามกรอบที่วางไว้โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า เป็นการมองคนละวิธีกัน ส่วนโครงการจำนำข้าวเป็นโครงการสาธารณะที่เป็นการช่วยเหลือชาวนา ถ้าชาวนาชีวิตดีขึ้น แต่กลับไปมองเรื่องขาดทุนกำไรโครงการสาธารณะที่ช่วยเหลือประชาชนคงไม่ได้เปิด ส่วนที่จะตกเป็นหนี้สาธารณะเท่าใดนั้น ตนไม่ขอยืนยันในตัวเลขที่โจทก์พูดม าเนื่องจากไม่ทราบว่าโจทก์นำตัวเลขนี้มาจากไหน และถ้ารัฐบาลยังดำเนินโครงการอยู่ วงเงินก็จะอยู่ภายใต้กรอบที่ ครม.อนุมัติ
อัยการยังถามย้ำว่า จำเลยทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะมีมูลค่าค้างอยู่กว่า 5.7 ล้านล้านบาท โดยโครงการนี้ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น อดีตนายกฯ ตอบว่า ทุกอย่างนั้นอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน และยังยืนยันว่าโครงการนี้ต้องมองภาพรวม และความคุ้มค่า แต่ยอมรับว่าเงินโครงการมาจากนโยบายและงบประมาณ ซึ่งเป็นงบประมาณสาธารณะเพื่อประชาชน
เมื่ออัยการถามอีกถึงลักษณะการจำนำข้าวทุกเมล็ดของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจำเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า การรับจำนำข้าวใน 1 ปี เปิดรับจำนำไม่เกิน 2 ครั้ง และอายุของข้าวต้องมีไม่ต่ำกว่า 110 วัน มีการกำหนดข้าวที่รับจำนำ 18 สายพันธุ์ ซึ่งรัฐบาลมีการส่งเสริมปลูกข้าวคุณภาพพิสูจน์ได้ เพราะมีการลงชื่อโดยการตรวจสอบตามกฎเกณฑ์ อีกทั้งมีประชาคมในประชาชนตรวจสอบ และมีการออกหนังสือรับรองของเกษตรกร รวมทั้งยังมีสัญญาตรวจสอบคุณภาพด้วย
เมื่อถามอีกว่า ได้สั่งห้ามไม่ให้มีการเปิดเผยของโครงการรับจำนำข้าว จำเลยตอบว่า เป็นไปตามมติ ครม. เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากมีหน่วยงานปฏิบัติร้องขอมา ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลอาจทำให้เป็นการสร้างอำนาจการซื้อขายต่อรองราคา แต่ตนไม่เคยสั่งการให้มีการปกปิดข้อมูล
ส่วนตัวเลขเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วจำเลยมีมาตรการอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบย้ำว่า โครงการสาธารณะอื่นๆ ก็ใช้เงิน อย่ามองว่าการจ่ายเงินให้ชาวนาเป็นการขาดทุน ไม่เช่นนั้นจะเป็นโครงการสาธารณะไม่ได้ และสุดท้ายโครงการก็แสดงให้เห็นว่าใช้วงเงินไม่เกินกรอบ
เมื่อถามว่า การระบายข้าวแบบจีทูจีเป็นลักษณะอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ตอบถึงความหมายของการระบายข้าวแบบจีทูจี แต่จำเลยกลับตอบว่าได้มอบอำนาจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบโดยไม่ได้ไปก้าวล่วงในชั้นปฏิบัติ
“ดิฉันดูในระดับนโยบาย ถ้าเอาคำถามในระดับปฏิบัติมาถามก็จะไม่ถูกต้อง และเรื่องจีทูจีก็ไม่ได้อยู่ในสำนวน ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้นในการกล่าวหา แต่เอาข้อกล่าวดังกล่าวมาถามกับดิฉันทำให้ไม่มีโอกาสต่อสู้เหมือนเอาข้อหามายัดไว้” น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังได้เบิกความตอบอัยการโจทก์เรื่องข้าวหายระหว่างการระบายแบบจีทูจีด้วยว่า เรื่องนี้ได้ทำการตรวจสอบในวันเดียวกันทั่วประเทศ และมีการเชิญ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อร่วมตรวจสอบ แต่ น.ส.สุภาไม่ได้ไป จึงยังไม่ได้มีการยอมรับข้อเท็จจริงส่วนนี้ อีกทั้งการตรวจสอบนั้นยังเคยขอให้ ป.ป.ช.เดินเผชิญสืบในพื้นที่ แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ตรวจสอบ แต่ภายหลังก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าข้าวไม่ได้หาย โดยการตรวจสอบนั้นเป็นการตรวจสอบในวันเดียวกันทั่วประเทศ มีการใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบนับหมื่นคน ย่อมแสดงให้เห็นว่าหากข้าวหายไม่สามารถนำข้าวมาเติมให้ครบได้ โดย อคส.เองก็ยังยืนยันว่าข้าวยังอยู่ และรัฐบาลใหม่ชุดนี้ก็ยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้
ส่วนที่มีการปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนว่า ตนเห็นหนังสือสัญญาจีทูจีนั้น เป็นเรื่องคลาดเคลื่อนในการให้สัมภาษณ์ เนื่องจากมีนักข่าวถามหลายประเด็น แต่ข้อเท็จจริงคือตนไม่เคยเห็นสัญญาจีทูจี ส่วนที่ได้เห็นและได้รับทราบก็เป็นในตามที่ปรากฏใน ครม.เท่านั้น
เมื่ออัยการถามถึงการตรวจสอบความเสียหายการระบายข้าวแบบจีทูจีทั้ง 8 ครั้งในระยะเวลากว่า 2 ปี 8 เดือนที่มีข้าวกว่า 14 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท ได้มีการตรวจสอบ บ.สยามอินดิก้าฯ ที่เป็นคู่สัญญาหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า มีการตั้งคณะทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะให้ไม่เชื่อถือในคณะกรรมการฯ ได้อย่างไร โดยตนก็ไม่รู้จักกับนายอภิชาติ หรือเสียเปี๋ยง จันทรสกุลพร ผู้ก่อตั้งสยามอินดิก้า
โดยอัยการ พยายามนำเอกสารที่มีรูปถ่ายเสี่ยเปี๋ยงคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของจำเลย มาถามจำเลยว่าได้ไปงานเลี้ยงเดียวกันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่รู้จักกันเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคำถามนี้ องค์คณะก็ได้ติงอัยการโจทก์ว่า หากไม่ใช่รูปถ่ายคู่จำเลย ก็ไม่ควรนำมาถาม
เมื่อถามถึงคดีของจำเลย ที่ยังมีอยู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.อีกหลายคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงได้แถลงกลางศาลว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพราะภายหลังมีการเปลี่ยนตัวอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงหลายสำนวน โดยมี น.ส.สุภา และนายวิชา มหาคุณ ร่วมเป็นอนุกรรมการฯ ซึ่งตนได้คัดค้านบุคคลทั้งสอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้ องค์คณะได้กล่าวกับจำเลยว่า ไม่ได้ทราบในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการปรากฏในสำนวน
จากนั้นองค์คณะพยายามถามถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่ว่ากรณีจำเป็น นายกฯ สามารถยกเลิกยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบาย หรือมติ ครม.ก็ได้ และมีอำนาจสั่งสอบข้อเท็จจริง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยใช้ระงับโครงการเช่าซื้อรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวีและระบายข้าวที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และ พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องประเมินโครงการ แล้วพรรคเพื่อไทยมีการศึกษาข้อมูล และราคาตลาดโลกไม่เป็นไปตามการศึกษานโยบายหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบย้ำว่า การจะยับยั้งนโยบายใด ตามอำนาจ ม.11 วรรคหนึ่งนั้น ต้องพบว่าโครงการที่ดำเนินอยู่ขัดกับนโยบายที่แถลง และมติ ครม. แต่โครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้ขัดมติ ครม.และนโยบายที่รัฐบาลแถลง
ภายหลังไต่สวนพยานปากนี้เสร็จ ศาลได้แจ้งให้คู่ความทราบว่า หลังจากที่ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องว่ามีการเผยแพร่หนังสั้นผ่านทางยูทูบเรื่อง "ต้นกล้า" โดย ป.ป.ช. และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่มีเนื้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พบมีการเผยแพร่หนังสั้นเรื่องดังกล่าวอีก จึงให้ยกคำร้อง ส่วนที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเสียหายโครงการจำนำข้าว ที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาสอบถาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การให้สัมภาษณ์เป็นเพียงข้อเท็จจริงในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าว โดยมีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารายงานการจัดการบริหารโครงการรับจำนำข้าว ไม่มีลักษณะชี้นำ จึงให้ยกคำร้อง ขณะที่ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไปวันที่ 19 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น.
ด้านนายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายจำเลย กล่าวว่า วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบคำถามอัยการโจทก์ได้ดี ทางเราพอใจ โดยการไต่สวนในครั้งหน้าฝ่ายจำเลยจำนำนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นพยานเข้าไต่สวน
ภาพ : ไทยโพสต์
