- 22 ส.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ยังคงเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องเกี่ยวกับการพิจารณาการทำหน้าที่ของสว. ว่าจะสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในวาระแรกของการโหวตได้หรือไม่ แม้ล่าสุดสนช.หลายคน อาทิ เช่น นายสมชาย แสวงการ จะออกมายืนหลักการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมเพื่อประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สนช. ว่าไม่มีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎเป็นกระแสข่าว โดยเฉพาะหลักแนวคิดว่าด้วยการเปิดช่องให้สว.สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อโหวตแข่งกับรายชื่อที่เสนอโดยพรรคการเมือง แต่เป็นเพียงการคงหลักการร่วมโหวตชื่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
(ข้อมูลประกอบ : เลิกตื่นตูมได้แล้ว !!! "สมชาย" ยันสนช.เดินตามกติกา สว.ไม่เสนอชื่อนายกฯแข่งโหวต เว้นถึงทางตันหาข้อสรุปวาระแรกไม่ได้ http://deeps.tnews.co.th/contents/201003/ )
ล่าสุด นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ตอกย้ำแนวทางการคัดค้านเปิดช่องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในกรณีถ้าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวาระแรกไม่สามารถหาข้อยุติได้
“ในช่วงการทำประชามติ ไม่มีพรรคการเมืองใดประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงให้วุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง ควรประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า จะเอานายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่ และหากไม่เอาแล้ว ต้องรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้คนของพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เป็นสัญญาทางการเมืองกับประชาชนไว้ แต่จากนี้ไป ช่วงเวลาปีครึ่งที่จะได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ในทางการเมืองแล้ว กว่าจะมีรัฐบาลใหม่จึงเป็นเวลาที่นานมาก อีกทั้ง สังคมยังไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กันชัดเจน จึงต้องยุส่งให้ทุกอย่างเดินไปสุดทาง เพื่อจะได้รับรู้ปรากฏการณ์อย่างชัดเจน ส่วนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อ้างการหลบเลี่ยงการเป็นวุฒิสภาแต่งตั้งว่า ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมานั้น สิ่งนี้ทางการเมืองรู้กันแล้วว่า สนช. ต้องออกกฎหมายเปิดช่องให้ตัวเองไปสู่ ส.ว. แต่งตั้งอย่างแน่ชัด”
นายจตุพรระบุด้วยว่า เมื่อผู้มีอำนาจวางแผนสืบทอดอำนาจและพยายามไปเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ว จึงต้องยุส่งให้ได้เป็นตาม “ความอยาก” เพื่อให้เจอกับความจริงทางการเมืองที่ ส.ส. จ้องรุมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในสภา ตนเห็นว่า ตั้งแต่ประเทศผ่านการยึดอำนาจมา ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีน้อยคนที่คิดจะอยู่นาน นักรัฐประหารหลายคนไม่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ หรือบางคนรู้จักพอ แต่คนเมื่อมีอำนาจสูงสุดของประเทศแล้ว ย่อมเกิดความอยากและมีตัณหาทางการเมือง จึงสิ้นปัญญาคิดถึงอนาคตของประเทศในระยะยาว
ส่วนการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้น ตนเห็นว่า บางครั้งความอยากของมนุษย์ต้องยุส่งเพื่อให้ไปเจอความจริงกันบ้าง ถ้าไปห้ามก็ยิ่งเหมือนไปยุ ดังนั้น จึงต้องยุส่งให้ได้ตามความอยากนั้นเสียเลย ตนประเมินว่าช่วง 10 ปี ผ่านมา ประเทศเกิดความขัดแย้ง มีการสร้างชิงชังกันขึ้น แบ่งพรรคพวก สังคมอยู่ในสภาพจิตตก ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น จึงไม่ได้หวั่นพรรคจะไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กลัวว่า ากชนะแล้วจะปกครองไม่ได้ เพราะสภาพสังคมจิตตก และบทเรียนจากประชามติทำให้เกิดการซึมซับทางอำนาจไปสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก
“เมื่อทำทุกวิถีทางเพื่อการสืบทอดอำนาจ และอยากเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ว ต้องทำให้หายอยากจึงจะได้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่า เป็นสวรรค์นั้น มันคือนรก เมื่อบางเรื่องขัดไม่ได้ ก็ต้องยุส่งให้เป็นอย่างที่อยากไปเลย แต่ในช่วงเวลาปีครึ่งจากนี้ ไม่มีใครบอกได้จะเกิดอะไรขึ้น เพราะการบริหารประเทศโดยเน้นใช้การโกหกใหม่มากลบเรื่องราวโกหกเก่าๆ อยู่เรื่อยไป ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ดังนั้น การเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก เมื่ออยู่ในระบบสภา ไร้อำนาจตาม ม.44 แล้ว จะจบไม่สวย จึงต้องยุส่งไปเลย”
