- 22 ส.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ภายหลังจาก น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บประชาไท ออกมายอมรับว่า เว็บไซต์ประชาไท ได้รับเงินสนับสนุนปีละ 1.7 ล้านบาท จากมูลนิธิ Open Society Foundation ของ จอร์จ โซรอส ตั้งแต่ปี 2548 และมีรายงานข้อมูลด้วยว่านอกเหนือจากเว็บไซด์ประชาไทแล้ว "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" (Thai Netizen)และสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ(FCCT) ก็รับเงินจากมูลนิธิของโซรอสเช่นกัน
ขณะที่นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานของ Thai Netizen ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการรับเงินจากมูลนิธินี้เพียงครั้งเดียว ในปี 2555 แต่กับ Dominic Faulder ประธาน FCCT หรือ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ยืนยันว่า ไม่เคยรับเงินจากมูลนิธินี้
ล่าสุด นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส และคอลัมนิสต์ชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Sutin Wannabovorn” แสดงความคิดเห็นกรณีหลังมีกระแส “สื่อ” รับเงินมาจาก จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินที่ถูกระบุว่ามีส่วนสำคัญในการโจมตีค่าเงินบาท ผ่านกระบวนการเก็งกำไรค่าเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง
“เมื่อวานเห็นข้อความโพสต์ในโซเซียลมีเดีย เรื่องสื่อรับเงินมาจากนายจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินที่ปรึกษาคนสำคัญทำเนียบขาว หลายปีที่ผ่านมาสื่อที่แยกไม่ออกว่าเป็น สื่อหรือเป็นเอนจีโอ มีนับร้อยองค์กรในเมืองไทย แต่ที่น่าสังเกตมีอยู่ 2 องค์กรที่ทำสื่อเป็นภาษาอังกฤษออนไลน์ 2 องค์กรนี้ เหมือนกับเคลื่อนไหวคาบเกี่ยวระหว่าง สื่อตะวันตก ฮิวแมนไรท์ว๊อช , แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล , นักกฎหมายไอลอ และกลุ่มนักเคลื่อนไหวรับจ้างบทบาทปนกันจนแยกไม่ออก
โดยรวมคือจำแนกไม่ออกว่าสื่อออนไลน์ 2 องค์กรนี้ เป็นสื่อ เป็นเอ็นจีโอ หรือ เป็นกลุ่มต่อต้านประเทศไทย สื่อ 2 องค์กรนี่เน้นเสนอความเคลื่อนไหว ของฝ่ายต่อต้านประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษ มีหลายครั้งที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงและล่อแหลมต่อการล่วงละเมิดสถาบัน สื่อสององค์นี้เน้นติดตามเกาะติดอยู่กับนักเคลื่อนไหว ประชาธิปไตยใหม่ ดาวดิน ฯลฯ กรณีดาวดิน สื่อพวกนี้เคลื่อนไหวให้ต่างชาติกดดันไทยเด็กพวกนั้นอยู่เหนือกฎหมาย กดดันให้ยุติดำเนินคดีทั้งหมดที่เกี่ยวกับลงประชามติ นั้นหมายถึงนักการเมืองที่ติดคุกต้องยกเลิกด้วย
อาทิตย์ก่อนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณตำหนิศาลไทยว่าตัดสินลงโทษผู้ละเมิดสถาบันรุนแรงเกินไป ซึ่งถูกคนไทยประท้วงไปแล้ว แต่การประท้วงต่างอย่างเดียวไม่พอ เราต้องหันมาดูคนไทยเอง เพราะข่าวในแง่ลบข่าวร้ายๆทั้งหมดออกไปจากปฏิบัติการข่าวของสื่อออนไลน์พวกนี้
สื่อพวกนี้ประสานเป็นเนื้อเดียวจนแยกไม่ออก ระหว่างเอ็นจีโอในพื้นที่ต่างๆ นักวิชาการร่านวิชา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะ สื่อกับนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ร้อยทั้งร้อยรับเงินมาจากต่างชาติแหล่งเดียว ต่างกันแต่ชื่อขององค์กร
เคยเขียนเตือนไปหลายครั้งแล้วว่าความวิบัติฉิบหายจะเกิดขึ้นเพราะสื่อคาบลูกคาบดอก และนักเคลื่อนไหวรับเงินต่างชาติพวกนี้แหละ สื่อกระแสหลักในเมืองไทยหลายครั้งก็ตกเป็นเครื่องมือของสื่อคาบลูกคาบดอกพวกนี้ บางสำนักเป็นแนวร่วมหรือแม้แต่ผู้ปฏิบัติการข่าวร่วมเสียเอง
ยังคงเหลือแต่สื่อโซเซียลมีเดียที่พอต้านทานพวกนี้อยู่ได้ แต่ต้านทานอย่างเดียวไม่พอแล้วโซเซียลมีเดียต้องเปิดสงครามปฏิบัติการข่าวกับสื่อขายชาติพวกนี้โดยตรง อะไรที่ตอบโต้ได้ตอบโต้ทันที อะไรทีแชร์ได้ถ้าไม่ผิดกฎหมายแชร์ทันที ความคิดเห็นที่ไม่ละเมิดกฎหมายแต่ต่อต้านพวกนี้ต้องทำทันที
สื่อ เอนจีโอ นักวิชาการที่เคลื่อนไหว พวกนี้ร้อยทั้งร้อย รับเงินทั้งต่างชาติ และเงินนักการเมืองทุนสามานย์ปล้นชาติ อันตรายที่เกิดจากพวกนี้ร้ายแรงกว่าโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในยุคสงครามเย็น โซเซียลมีเดียเป็นอาวุธร้ายชนิดเดียวที่ต่อสู้พวกมันได้”
ขณะที่ในเพจของ Anthony Cartalucci นักวิชาการด้านตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ คนไทยสามารถจัดระเบียบ/เปิดโปง/ยุติพฤติกรรมบ่อนทำลายประเทศไทย ของ “ประชาไท” และ “เครือข่ายพลเมืองเน็ต” และ NGOกำมะลออื่นๆที่รับเงินจากต่างชาติมาทำลายประเทศไทยได้ด้วยการให้องค์กรกำมะลอเหล่านี้ โชว์ความโปร่งใส เปิดเผยที่มาของเงินว่ารับมาจากประเทศอะไรบ้าง และพอทำกิจกรรมต่างๆ ต้องมีป้ายติดและประกาศว่า ทำภายใต้/ในนาม/ตัวแทน ของ “องค์กรต่างชาติ” ไม่ใช่มาเนียนว่า เป็น NGO nongovernmental organisations."
