- 09 ก.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/
องค์กรเซนเตอร์ ฟอร์ อินเตอร์เนชันแนล โพลิซี (ซีไอพี) เผยรายงานอ้างข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงด้านกลาโหมของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 เป็นต้นมา ได้ยื่นข้อเสนอขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ แก่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียรวม 42 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ากว่า 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 3.98 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่ามากที่สุดในรอบ 71 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตร
โดยสินค้าที่นำเสนอแก่กองทัพซาอุดีอาระเบียครอบคลุมในกลุ่มที่หลากหลาย ตั้งแต่อาวุธเล็ก เครื่องกระสุน รถถัง เฮลิคอปเตอร์จู่โจม ขีปนาวุธแบบยิงจากพื้นสู่อากาศ เรือขีปนาวุธ และเรือรบ นอกจากนี้ยังมีบริการฝึกฝนบุคลากรและบริการซ่อมบำรุง การซื้อขายอาวุธระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสมาชิกรัฐสภาสหรัฐบาลส่วน กลุ่มคอนโทรลอาร์มส์ซึ่งพยายามเสนอให้มีการจำกัดการซื้อขายอาวุธ เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ ทำการละเมิดสนธิสัญาว่าด้วยการค้าอาวุธที่คุกคามและละเมิดต่อสิทธิความเป็นมนุษย์หรืออาชญากรรมสงคราม ถึงกระนั้น ในเวลาไล่เลี่ยกัน รัฐบาลโอบามายังคงอนุมัติสัญญาซื้อขายอาวุธกับซาอุดีอาระเบียมูลค่า 1,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการลงทุนเพื่อแลกกับการมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนและอาวุธจากรัฐบาลสหรัฐ และเพื่อตอกย้ำให้ซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรอาหรับมั่นใจ ว่าสหรัฐไม่ได้มีใจออกห่างไปเข้าข้างศัตรูสำคัญในภูมิภาคอย่างอิหร่าน การซื้อขายอาวุธของซาอุดิอาระเบีย แน่นอนว่าส่วนใหญ่นั้นนำไปใช้กับ สงครามกลางเมืองเยเมน ซึ่งเป็นการสู้รบที่กองกำลงร่วมที่นำโดยซาอุดีอาเบีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า อาวุธอันมากมายที่แพร่กระจายอยู่ในตะวันออกกลางนั้นมาจากไหน วันนี้คำตอบชัดว่า ส่วนใหญ่นั้นถูกจัดการโดยสหรัฐ ซึ่งเป็นพ่อค้าสงคราม พ่อค้าความตาย นั่นเอง
