- 10 ก.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศและรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นมาในทันที เมื่อผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มซีพีคนหนึ่ง ออกมารับรองความดีงามโครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในขณะที่คนไทยทั้งประเทศประจักษ์ชัดเจนว่าแนวนโยบายนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากน้อยเพียงใด และถือเป็นประเด็นร้อนในอนาคตอันใกล้ เพราะอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการรับจำนำข้าวสูญเปล่า หาคนรับผิดชอบไม่ได้เหมือนหลายโครงการที่ผ่านๆมา อย่างที่หลายคนเรียกว่า “ค่าโง่” ???
(ข้อมูลประกอบ : อวยกันสุดๆ # ทุนสามานย์ !!! ผู้บริหารซีพีฯโดดเป็นพยานป้องยิ่งลักษณ์ ชม"จำนำข้าว"ทำชีวิตชาวนาดีขึ้น-ข้าวไทยราคาสูง?? http://deeps.tnews.co.th/contents/203998/ )
ประเด็นสำคัญต้องไม่ลืมว่ากับแนวคิดเช่นนี้ แม้แต่กับตัว นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ก็เคยออกมาสรรเสริญเยินยอโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เช่นกัน แม้ว่าหลายฝ่ายจะส่งสัญญาณเตือนว่าการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดในราคา 15,000 ต่อตันจะนำมาซึ่งหายนะของประเทศ ???
โดยครั้งหนึ่ง นายธนินทร์ ได้กล่าวบรรยายแนวคิดด้านเศรษฐกิจ แก่คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ( กันยายน-ตุลาคม 2554) ความตอนหนึ่งว่า “ รัฐบาลที่มีความสามารถจะต้องดูว่า การทำให้คนจนมีรายได้มากขึ้นต้องทำอย่างไร ไม่ใช่ไปควบคุมราคาสินค้า ซึ่งคือการเอาเงินของคนจนที่เป็นเกษตรกรมาชดเชยให้กับคนจนในเมือง ท้ายที่สุดทุกคนก็ยังจนเท่ากัน เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจะหารายได้จากที่ไหนมาใช้จ่าย มาขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ เพราะแม้แต่สหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ใช้ ทฤษฎีสองต่ำ คือ ราคาสินค้าถูก ค่าแรงต่ำ ทำมาแล้วก็อยู่ไม่ได้”
สิ่งสำคัญก็คือ นายธนินท์ ระบุถึงนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยว่า “ ตนเห็นว่าคนที่ออกมาคัดค้านโครงการรับจำนำ โดยให้เหตุผลว่าราคาข้าวไทยในตลาดโลกจะสูงขึ้น แล้วถูกประเทศเวียดนามแย่งขายข้าวนั้น คนที่พูดอย่างนี้ พูดอย่างไม่เข้าใจ เพราะเวียดนามขายข้าวเพียงปีละ 4-5 ล้านตันเท่านั้น ส่วนไทยขายได้มากถึงปีละประมาณ 10 ล้านตัน ดังนั้นต่อให้ไทยขายข้าวในราคาถูก เวียดนามก็จะขายในราคาถูกกว่า แต่ไทยต้องมีข้าวเก็บในสต็อกอย่างน้อย 4 เดือน เพื่อป้องกันการขาดตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างไซโลเก็บข้าวอย่างดีไว้จำนวน 5 ล้านตัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่มีมูลค่าข้าวกว่า 1 แสนล้านบาท แล้วจ้างคนมาดูแลโดยไม่ต้องใช้ข้าราชการ ให้บริษัทเซอร์เวเยอร์เข้ามาช่วย แล้วให้ธนาคารเป็นผู้รับรอง ... ผมยืนยันเลยว่าถ้าทำได้แบบนี้ แล้วไม่มีใครกล้าเอา ผมเอาเอง"
ประเด็นคำถามตามมาก็คือข้อพิสูจน์ว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นผลดีต่อประเทศไทยจริงหรือไม่ ข้าวไทยถูกขายส่งออกในราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทำรายได้กลับคืนสู่ประเทศจริงหรือไม่ ??
เพราะมีข้อเท็จจริงว่าหลังจากนั้นประมาณ 2 ปี (ตุลาคม 2556) สื่อมวลชนเริ่มมีการนำเสนอคำสัมภาษณ์ของนายธนินท์ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามุมมองต่อโครงการรับจำนำข้าวจะเป็นคนละแนวทางความคิดกับสิ่งที่เคยนำเสนอไว้ก่อนหน้า เพราะเป็นการยอมรับถึงผลการขาดทุนที่เกิดขึ้นกับนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด พร้อมออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขโดยเร็ว !!!
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ฝากคำแนะนำไปถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใน 2 แนวทางแก้ไข คือ 1. กำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องปรับลดการผลิตลง ซึ่งต้องรีบดำเนินการ และ 2. นำข้าวในสต็อกรัฐที่มีปัจจุบันออกมาขายให้จีน โดยไม่ควรนำออกมาระบายในตลาด
"ไม่มีประเทศไหนที่เขาจะไม่ช่วยเกษตรกร ซึ่งเราจะต้องช่วยให้ชาวนามีรายได้ดี ไม่ใช่เราไปแข่งเป็นที่ 1 ของตลาดข้าวโลก เราควรแข่งเป็นที่หนึ่งให้เกษตรกรมีความร่ำรวยดีกว่า โดยเชื่อว่าทั้ง 2 วิธีจะช่วยลดผลขาดทุนได้แน่ และจะมีกำไรด้วยซ้ำถ้ารัฐบาลทำเป็น เพราะเมื่อไทยขายข้าวออกไปมาก ผลผลิตในสต็อกก็ลดลง หรือการนำข้าวไปแลกรถไฟฟ้ากับจีน ผลผลิตข้าวในตลาดลดลง ขาดตลาด ราคาข้าวจะสูงขึ้น"
นายธนินท์ ระบุด้วยว่า แนวทางแรกรัฐต้องเอาเงินไปจ้างเกษตรกรในพื้นที่ที่มีผลผลิตข้าวต่ำให้ลดการปลูกข้าวลง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยการจ่ายเงินให้เกษตรกร เช่น ในอัตราไร่ละ 1,500 บาท โดยควรลดพื้นที่การปลูกข้าวลงให้ได้ 30% แนวทางนี้รัฐบาลจะได้ไม่ต้องมาเก็บสต็อกข้าว และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการสต็อกข้าวลงได้อีก
ส่วนการจัดการข้าวในสต็อกรัฐบาล หรือข้าวเก็บเก่านั้น ให้นำมาออกมาขายถูกให้แก่จีน เพื่อไปทำเป็นเอทานอล และอย่านำข้าวในสต็อกออกมาขายในตลาด เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็จะทำให้ข้าวล้นตลาดอีก เมื่อทุกคนรู้ว่าประเทศไทยมีข้าวล้นเขาก็จะไม่ซื้อ หรือจะเป็นข้าวและรถไฟก็ได้
"คนจีนถ้าเขากินข้าวมากขึ้นคนละ 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวที่ไทยจะขายให้ก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ และถ้าเขาซื้อสินค้าใดก็ตามเมื่อไร สินค้านั้นจะมีราคาสูงขึ้นแน่นอน ซึ่งคงต้องมีคนที่มีหัวทางธุรกิจเข้าไปช่วยเหลือรัฐบาล"
ในตอนท้าย นายธนินท์ ระบุว่า การดำเนินโครงการยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นที่ผ่านมา เราทำช้าไป และเมื่อทำก็เจออุปสรรค อย่างแรกคืออินเดีย จากที่ไม่เคยมีข้าวออกมาขายมาก่อน เขาก็เอามาขาย ซึ่งเมื่อใดที่ไทยมีน้ำมาก อย่างที่เกิดเหตุน้ำท่วม ทางอินเดียจะมีผลผลิตที่ดีมาก อย่างในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ค่าเงินของอินเดียก็ลดลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาขายถูกก็เท่ากับกำไรมาก ขณะที่ข้าวไทยนอกจากจะมีราคาสูงขึ้นแล้วยังเจอเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าอีกด้วย ส่วนเวียดนามค่าเงินก็ลดลงไปมากเช่นกัน ทำให้เขาขายของในราคาถูก ....”
ถึงตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า กับคำพูดที่สวยหรูต่อโครงการรับจำนำข้าวของผู้บริหารซีพี อย่าง นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ในฐานะพยานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะทำให้สาธารณชนเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ถ้านำมาเทียบเคียงกับสิ่งที่ นายธนินท์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี ต้องพลิกบทบาทจากผู้สนับสนุนมาเป็นคนเสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาโครงการรับจำนำข้าวขาดทุน ถึงขั้นให้นำข้าวในสต็อกไปลดราคาขาย แลกสินค้า กับประเทศจีน รวมถึงรณรงค์ให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวโดยเร็ว
ที่น่าสนใจก็คือภายหลังที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเต็มรูปแบบ ปรากฏว่าทางด้าน นาย Nguyen Van Don ผู้บริหาร บริษัท Viet Hung ซึ่งเป็น บริษัทส่งออกข้าวรายใหญ่ของเวียดนาม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยระบุว่า ในปีนี้ ( 2555) ยอดการส่งออกข้าวของเวียดนามจนถึงขณะนี้มีมากกว่าประเทศไทย ซึ่งต้องขอบคุณการซื้อข้าวของรัฐบาลไทยจากนโยบายการจำนำข้าวที่ส่งผลในยอดการส่งออกของไทยลดลง
นาย Nguyen Van Don ระบุด้วยว่า เหตุผลก็คือนโยบายการจำนำข้าวของไทยนั้นรัฐบาลจะสนับสนุนชาวนาไทยด้วยการรับซื้อข้าวในราคาสูงไปเก็บไว้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำข้าวออกขายในตลาดโลกเพราะมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป ทำให้แต่ละประเทศเช่นเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และพม่าต่างแข่งขันเพื่อแย่งตลาดในส่วนนี้ โดยเวียดนามมีคู่แข่งสำคัญคืออินเดีย
“ การส่งออกข้าวของเวียดนามที่เพิ่มสูงขึ้นยังมีส่วนมาจากยอดสั่งซื้อข้าวที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจากประเทศจีน ทำให้ปีนี้จีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าข้าวจากเวียดนาม ในจำนวนมากกว่า 2 ล้านตันแล้ว ทั้งๆที่ปีก่อนหน้านี้การค้าข้าวระหว่างจีนกับเวียดนามนั้นไม่ค่อยมีมากนัก แต่ในปีนี้จีนกลับกลายเป็นตลาดส่งออกข้าวหลักของเวียดนามไปแล้ว”
