ลุ้นอีกหนึ่งระบอบทักษิณ!!  สนช.นัดลงมติถอดถอน "พล.อ.อ.สุกำพล"  หลัง "สุภา" แถลงปิดคดีย้ำล้วงลูกตั้งปลัดกห.ผิดจริยธรรมร้ายแรง??

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

     ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนทางการเมืองในวันพรุ่งนี้  (  16  ก.ย.)  ภายหลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  ได้พิจารณาดำเนินกระบวนการถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542  และมีการเปิดรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของทั้งสองฝ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งคณะกรรมกรรมการ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหา และ พล.อ.สุกำพล ผู้ถูกกล่าวหา

 

     โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.  ได้แถลงข้อกล่าวหาว่า พล.อ.อ.สุกำพล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการในการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (1)(2) รวมถึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ.2551 ข้อ 15 มีมูลส่อว่าจงใจในการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

 

“การที่พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวอ้างถึงการประชุมในวันที่ 17 ส.ค.2555 เพื่อแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าเป็นการประชุมชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เป็นการปรึกษานอกรอบ ถือเป็นคำกล่าวอ้างที่คลาดเคลื่อนเพราะการประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2511 มาตรา 25   รวมถึงข้อกล่าวอ้างว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมขึ้นตรงกับรมว.กลาโหม จึงมีสิทธิเสนอชื่อได้ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมฯข้อที่ 15  ก็เป็นการตีความโดยที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการตีความอย่างเลื่อนลอยในเชิงขยายอำนาจเพื่อมีเจตนาเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการแต่งตั้ง     ส่วนที่อ้างว่าการพิจารณาตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมไม่มีข้อกฎหมายหรือข้อบังคับใดให้มีบัญชีรายชื่อเป็นบัญชีเดียวกันตั้งแต่การประชุมครั้งแรก แต่การประชุมให้ความเห็นชอบครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ย.2555 ได้มีบัญชีรายชื่อทุกตำแหน่งในบัญชีเดียวกันพิจารณาพร้อมกันนั้น โดยข้อเท็จจริงการที่พล.อ.อ.สุกำพล เสนอชื่อเพียงชื่อเดียวโดยไม่มีรายชื่อนายทหารชั้นนายพลรายอื่นเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมหรือแนวทางที่เคยปฏิบัติและไม่มีเหตุผลข้อเท็จจริงใดรองรับ”

         

    ในตอนท้าย น.ส.สุภา  ได้เน้นย้ำว่า  การกระทำของพล.อ.อ.สุกำพล ในการแต่งตั้ง พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีสาระสำคัญและขัดต่อพ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม ชี้ให้เห็นถึงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าได้ใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม จากคำกล่าวของ พล.อ.อ.สุกำพล  ซึ่งระบุว่า  “ถ้าไม่แทรกแซงล้วงลูกเลยก็ไม่ต้องเป็นรมว.กลาโหมเลยดีกว่า”  ไม่อาจตีความหรือวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้

 

      “พล.อ.อ.อ.สุกำพลได้ทำให้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศหมดความศักดิ์สิทธิ์ และทำลายความน่าเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนที่ให้การสนับสนุนมาบริหารประเทศ ประกอบกับกระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือ การพิทักษ์รักษาเอกราชและความมั่นคงของชาติจากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกราชอาณาจักร หากปล่อยปละละเลยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้สถานะของตนเองเข้าไปดำเนินการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความอ่อนแอในการบังคับบัญชา แตกความสามัคคีในคณะทหาร ซึ่งระบบการแต่งตั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ดีต้องล่มสลาย ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการทหารต้องเสื่อมถอยลง และต้องเสื่อมประสิทธิภาพ ดังนั้นแม้ พล.อ.อ.สุกำพล จะได้พ้นตำแหน่งไปแล้วก็สมควรที่ สนช.จะใช้ดุลพินิจลงมติถอดถอนเพื่อแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและป้องกันไม่ให้ พล.อ.อ.สุกำพล กลับเข้ามีอำนาจหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งใดอื่นในหน่วยงานของรัฐได้อีก”

ทางด้านพล.อ.อ.สุกำพล  กล่าวแถลง  โดยยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551  และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งทหารชั้นนายพล พ.ศ.2551 และแบบธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงกลาโหมทุกขั้นตอน มีการนัดประชุม  มีกรอบเวลาในการทำงาน มีองค์ประชุมครบ โดยมีการจัดประชุม 2 ครั้ง

 

      โดยครั้งแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมเพียงตำแหน่งเดียว   ส่วนประเด็นการเสนอชื่อพล.อ.ทนงศักดิ์ ต่อที่ประชุมร่วมกับพล.อ.ชาตรี ทัตติ ขอยืนยันว่าพล.อ.ทนงศักดิ์ ไม่ใช่รุ่นเดียวกับตนแต่เป็นรุ่นน้องหนึ่งปี ส่วนสาเหตุที่ไม่ให้พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เข้ามาร่วมการประชุมด้วย เพราะพล.อ.พิณภาษณ์ เป็นแค่ผู้ช่วยเลขานุการเท่านั้น มีหน้าที่จดบันทึกการประชุมอย่างเดียว ไม่มีสิทธิออกเสียงทั้งสิ้น ประกอบกับตนเองต้องการรักษาความลับ อีกทั้งการประชุมครั้งนี้มีแค่วาระเดียวเท่านั้น สามารถจำเอาก็ได้ ไม่ต้องจดบันทึกการประชุมผลการพิจารณา

         

     พล.อ.อ.สุกำพล  ย้ำด้วยว่าการประชุมในครั้งนั้น ผู้บัญชาทหารสูงสุด คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารบก คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารเรือ คือ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ และตน รวม  4 คน มีมติเลือกพล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม มีเพียงพล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ คนเดียวที่เสนอชื่อพล.อ.ชาตรี  ประเด็นสำคัญ คือ การได้มาซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นจากการลงมติเป็นการถามทีละคน ส่วนการประชุมครั้งที่สอง เป็นการพิจารณาโยกย้ายนายทหารทุกหน่วยราชการ 811 คน ทุกรายชื่อได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยมีการพิจารณาคณะกรรมการของแต่ละส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหมทั้งหมด และกรรมการตามพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมพ.ศ.2551 ที่เข้าร่วมประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคนได้เห็นชอบและร่วมลงนามทั้งหมด

        

     "ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นการประชุมที่ถูกต้องทุกประการ สิ่งที่สำคัญคือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้ให้การยืนยันกับคณะกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.เป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันว่า เป็นการประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับทุกประการ แต่ ป.ป.ช.ละเลยที่จะพิจารณาคำชี้แจงของท่านทั้งหลายเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ลายลักษณ์อักษรที่เขาตอบมานั้นเป็นช่วงที่ผมออกจากตำแหน่งรมว.กลาโหมแล้ว"

 

     พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า การที่คณะกรรมการป.ป.ช.โดยเสียงข้างมากละเลยไม่พิจารณาคำยืนยันของส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย สำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม กรมเสมียนตรา และกรมพระธรรมนูญที่ยืนยันตรงกันว่า รมว.กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ปลัดกระทรวงกลาโหมจึงเป็นนายทหารชั้นนายพลที่ขึ้นตรงกับรมว.กลาโหม โดยรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมต่อที่ประชุมคณะกรรมการการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหมได้

 

     จากนั้นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ในฐานะประธานที่ประชุม ได้นัด ที่ประชุมสนช.ประชุมเพื่อพิจารณาว่า จะลงมติถอดถอนพล.อ.อ.สุกำพลหรือไม่ในวันที่ 16 ก.ย. ซึ่งการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.ป.ป.ช.พ.ศ.2542 กำหนดให้ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสนช.เท่าที่มีอยู่ หรือ 131 คนจากสมาชิกสนช.ที่มีอยู่ 217 คน