- 15 ก.ย. 2559
ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ ( 15 กย.) ที่รัฐสภา เวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีวาระการพิจารณา คือ การรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนคดีด้วยวาจาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม ในคดีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้ สนช.ถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล จากกรณีก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการในการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม
น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะตัวแทนของผู้กล่าวหาได้อ่านคำแถลงการณ์ปิดดีโดยมีสาระสำคัญว่า กล่าวว่า การกระทำของพล.อ.อ.สุกำพล ในการแต่งพล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผบ.ทบ.เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีสาระสำคัญและขัดต่อ พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงโหม พ.ศ.2551 ชี้ให้เห็นถึงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าได้ใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีก่าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม
กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า จากคำพูดที่ พล.อ.อ.สุกำพล ระบุว่า “ถ้าไม่แทรกแซงล้วงลูกเลยก็ไม่ต้องเป็นรมว.กลาโหมเลยดีกว่า” ไม่อาจตีความหรือวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ กรณีนี้เป็นที่ยิ่งกว่าคดีของนายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทย ที่เข้าไปแทรกแซงการตั้งผอ.องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทยที่เป็นจุดเล็กๆ แต่ พล.อ.สุกำพล เข้าไปแทรกแซง รั้วของชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ การเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงย่อมให้เกิดปัญหาให้ฝ่ายการเมืองมาแทรกแซงไม่จบสิ้นเหมือนในอดีต ทำให้ข้าราชการประจำวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อตำแหน่ง เพื่อความก้าวหน้า รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศหมดความศักดิ์สิทธิ์
"กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือ การพิทักษ์รักษาเอกราชและความมั่นคงของชาติจากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกราชอาณาจักร หากปล่อยปละละเลยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้สถานะของตนเองเข้าไปดำเนินการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความอ่อนแอในการบังคับบัญชา แตกความสามัคคีในคณะทหาร ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการทหารต้องเสื่อมถอยลง และต้องเสื่อมประสิทธิภาพ ดังนั้นแม้พล.อ.อ.สุกำพล จะได้พ้นตำแหน่งไปแล้วก็สมควรที่ สนช.จะใช้ดุลนิจลงมติถอดถอนเพื่อแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย"น.ส.สุภา กล่าว
ด้านพล.อ.อ.สุกำพล แถลงยืนยันว่า ได้ปฏิบัติตามพ.ร.บ.พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งทหารชั้นนายพลพ.ศ.2551 และแบบธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงกลาโหมทุกขั้นตอน มีการนัดประชุม มีกรอบเวลาในการทำงาน มีองค์ประชุมครบ โดยมีการจัดประชุม2 ครั้งโดยครั้งแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมเพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งส่วนได้เสนอชื่อพล.อ.ทนงศักดิ์ ต่อที่ประชุมร่วมกับ พล.อ.ชาตรี ทัตติ ขอยืนยันว่าพล.อ.ทนงศักดิ์ ไม่ใช่รุ่นเดียวกับตนแต่เป็นรุ่นน้องหนึ่งปี ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช่ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เข้ามาร่วมการประชุมด้วย เพราะพล.อ.พิณภาษณ์เป็นแค่ผู้ช่วยเลขานุการเท่านั้น มีหน้าที่จดบันทึกการประชุมอย่างเดียว ไม่มีสิทธิออกเสียงทั้งสิ้น ประกอบกับตนเองต้องการรักษาความลับ อีกทั้งการประชุมครั้งนี้มีแค่วาระเดียวเท่านั้น สามารถจำเอาก็ได้ ไม่ต้องจดบันทึกการประชุม
"ผลการพิจารณาในครั้งนั้นผู้บัญชาทหารสูงสุด คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารบก คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารเรือ คือ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ และผม รวม4 คน มีมติเลือกพล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม มีเพียงพล.อ.เสถียรเพิ่มทองอินทร์ คนเดียวที่เสนอชื่อพล.อ.ชาตรี ประเด็นสำคัญ คือ การได้มาซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นจากการลงมติเป็นการถามทีละคนผมจำได้" พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
อดีตรมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมครั้งที่สอง เป็นการพิจารณาโยกย้ายนายทหารทุกหน่วยราชการ 811 คน ทุกรายชื่อได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยมีการพิจารณาคณะกรรมการของแต่ละส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหมทั้งหมด และกรรมการตามพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมพ.ศ.2551 ที่เข้าร่วมประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคนได้เห็นชอบและร่วมลงนามทั้งหมด
"ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นการประชุมที่ถูกต้องทุกประการ สิ่งที่สำคัญคือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้ให้การยืนยันกับคณะกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.เป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันว่าเป็นการประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับทุกประการ แต่ป.ป.ช.ละเลยที่จะพิจารณาคำชี้แจงของท่านทั้งหลายเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งๆที่ลายลักษณ์อักษรที่เขาตอบมานั้นเป็นช่วงที่ผมออกจากตำแหน่งรมว.กลาโหมแล้ว" พล.อ.อ.สุกำพล
พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวอีกว่า การที่คณะกรรมการป.ป.ช.โดยเสียงข้างมากละเลยไม่พิจารณาคำยืนยันของส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย สำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม กรมเสมียนตรา และกรมพระธรรมนูญที่ยืนยันตรงกันว่ารมว.กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ปลัดกระทรวงกลาโหมจึงเป็นนายทหารชั้นนายพลที่ขึ้นตรงกับรมว.กลาโหม โดยรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมต่อที่ประชุมคณะกรรมการการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหมได้
"สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสมาชิกสนช.ที่รับฟังคำชี้แจง และขอบคุณคณะกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อย 3 เสียงที่เข้าใจการทำงานของผม และขอให้สมาชิกสนช.ทุกท่านกรุณาใช้วิจารณญาณต่อไป" พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
จากนั้นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.สรุปว่า เมื่อป.ป.ช.และพล.อ.อ.สุกำพลได้แถลงปิดสำนวนคดีเสร็จแล้ว ที่ประชุมสนช.จะประชุมกันเพื่อพิจารณาว่าจะลงมติถอดถอนพล.อ.อ.สุกำพลหรือไม่ในวันที่ 16 ก.ย.
อย่างไรก็ตาม สำหรับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 กำหนดให้ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสนช.เท่าที่มีอยู่ หรือ 131 คนจากสมาชิกสนช.ที่มีอยู่ 217 คน
