- 19 ก.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่ต้องเกาะติดในยุคปราบโกงตามนโยบายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพราะการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ในวันนี้ (19 ก.ย.) จะมีการพิจารณารายงานปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ และการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน นำเสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน ว่าคืบหน้าผลการดำเนินการไปอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้การปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ จำนวน 7 มาตรการ ประกอบด้วย 1.รัฐบาลต้องกำหนดให้ทุกหน่วยงาน ทั้งส่วนราชการ, รัฐวิสาหกิจ, องค์กรในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีนโยบายเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานและมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ทั้งนี้ ต้องติดตาม ประเมินผล ทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง
2.ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมายเพิ่มเติม อาทิ ตำแหน่งผู้บริหารที่มีอำนาจอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ การอนุญาต การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งต่างๆ, ประธานกรรมการ, รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์กรในกำกับของรัฐ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ (สปสช.), คณะกรรมการประกันสังคม, ข้าราชการ นอกจากนั้น หน่วยงานราชการต่างๆ ต้องกำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงสามีหรือภรรยาและบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะต้องยื่นบัญชีรายได้ ทรัพย์สินและหนี้สินทุก 1-3 ปี เพื่อติดตามและตรวจสอบ
3.ให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่รวบรวมและทำฐานข้อมูลแสดงผลการจัดซื้อจัดจ้างเปรียบเทียบของครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างในรายการประเภทเดียวกันและเผยแพร่ข้อมูลสู่ฐานข้อมูลกลาง โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดซื้อจัดจ้าง
4.ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต(ศปท.) ประจำกระทรวง ให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบระดับกระทรวง เพื่อกำกับ ติดตาม ประเมินผลหน่วยงานรัฐ
5.จัดทำเกณฑ์จริยธรรม ข้อห้ามปฏิบัติ และคู่มือจัดซื้อจัดจ้าง อย่างโปร่งใสสำหรับราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ
6.ปรับบทบาท ศปท.ทุกหน่วยงานให้เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมในหน่วยงานรัฐ โดยนำแนวทางของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นแผนแม่บท และ 7.จัดปฐมนิเทศข้าราชการ ข้าราชการบรรจุใหม่และเจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องคุณธรรม จริยธรรมและมาตรการเสริมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
สำหรับรายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน มีแนวทางปฏิรูปที่สำคัญ คือ ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องกำหนดเงื่อนไขให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนภายในประเทศ ต้องเปิดเผยข้อมูลรายชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่มีตัวตนและมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่ง, กำหนดให้คนไทยที่มีบัญชีธนาคารในต่างประเทศยื่นข้อมูลต่อ ปปง.ทุกปี เพื่อให้ตรวจสอบรายงานธุรกรรม, ให้ ป.ป.ช.กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับบุคคลในตำแหน่งที่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือให้มีการแสดงหลักฐานการจดทะเบียนบริษัท รายงานงบดุลประจำปี ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ด้วย
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีแนวทางให้ออกระเบียบกรณีคำสั่งซื้อหลักทรัพย์ไทยจากต่างประเทศสามารถตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องรอให้มีหลักฐานว่ากระทำผิดกฎหมายไทย, กรมสรรพากร ต้องจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ รับผิดชอบด้านการตรวจสอบกรณีการป้องกันการเลี่ยงภาษี โดยมีเจ้าหน้าที่ชำนาญด้านการประกอบธุรกิจข้ามชาติ, เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี, นักวิชาการภาษีและนิติกร เป็นต้น นอกจากนี้ให้เพิ่มบทลงโทษกรรมการบริษัท กรณีที่ใช้ข้อมูลวงในหาประโยชน์จากการค้าหุ้น โดยแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเพิ่มโทษจำคุกจาก 2 ปี เป็น 5 ปี และเพิ่มโทษปรับจาก 2 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับเป็น 2 เท่าของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์
