- 23 ก.ย. 2559
ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th
อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews
ดูเหมือนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 ที่หลอกหลอนคนไทยเมื่อ 5 ปีก่อน จะกลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ ป.ป.ช. ส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีน้ำท่วมปีนั้น โดยระบุ ยิ่งลักษณ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน ทุจริตต่อหน้าที่ในการเก็บกัก ควบคุม ระบาย หรือบริหารจัดการน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยปี 54 และพลันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รู้ถึงเรื่องดังกล่าว เธอก็ออกมาโวยวาย และโยนความผิดไปให้รัฐบาลอภิสิทธิ์-ที่บริหารประเทศมาก่อนหน้าทันที...โดยยันว่ารัฐบาลของเธอไม่เกี่ยว เพราะเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นานก็เกิดน้ำท่วมเสียแล้ว...แต่ทั้งหมดนั่นเป็นความจริงหรือ...เพื่อไทยและนารีปู...ไม่เกี่ยวจริงหรือ??...เพื่อไขความกระจ่างในเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงนำ "บทความ" เกี่ยวกับน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่เคยเผยแพร่ไปแล้วมานำเสนออีกครั้ง...เพื่อผู้อ่านจะได้รู้ความจริงอันถ่องแท้...และไม่ตกเป็นเครื่องมือ "นักการเมืองชั่ว" ที่บิดเบือนเรื่องนี้มาโดยตลอด
“สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใด ก็คว่ำคนที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นวีรบุรุษ และหรือวีรสตรีจอมปลอมฉันนั้น”
ประโยคอมตะนี้พิสูจน์ความจริงอีกครั้ง กรณีน้ำท่วมใหญ่เมืองไทย 2554 เพราะวีรบุรุษและ/หรือวีรสตรี-นารีขี่ม้าขาว (ตามความเชื่อของคนบางกลุ่ม-ซึ่งก็คือคนเสื้อแดง) ถูกน้ำเปลื้องเปลือยตัวตนจนหมดสิ้น
กล่าวเฉพาะฝ่ายหลังเพราะเธอเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร น้ำท่วมใหญ่หนนี้ ทำเอาเธอแทบจะหมดสภาพความเป็นผู้นำ (อุปโลกน์) ไปในทันที
เธอพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เรือดันน้ำ หญ้าแพรก โยนหินลงทะเลที่บางโฉมศรีสิงห์บุรี กระทั่งยังหลุดได้แม้แต่คำว่า "พฤศจิกาคม" ซึ่งทำให้คนที่ได้ยินถึงกับอึ้ง และเกิดคำถามขึ้นมาในใจ
ความไม่รู้หรืออาจไม่เคยคิดที่จะรับรู้เรื่องราวของเมืองไทยในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ทำให้เธอไม่อาจจัดการอะไรได้ภายใต้สภาวะล่อแหลมที่น้ำจ่อจะท่วมประเทศไทยอยู่รอมร่อเช่นนี้ ทุกอย่างยังถูกจัดการไปตามบทที่ถูกบอกมาจากแดนไกลเช่นปกติ ผลคือ น้ำเหนือไหลบ่าท่วมท้นประเทศไทย จนที่ราบลุ่มภาคกลางรวมทั้งภาคเหนือตอนล่างรวมกว่า 20 จังหวัดจมหายกลายเป็นเมืองบาดาลไปเพียงแค่เดือนเศษ
และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ภาพนารีขี่ม้าขาว และการยกยอปอปั้นแบบเกินจริงที่คนอื่นอวยให้แก่เธอมิดหายไปกับสายน้ำด้วยเช่นกัน
และจะว่าไปก็เหลือพอ ที่คนเป็นผู้นำจะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หากเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเปลือก ๆ แบบของไทย ที่มองว่าแค่การเลือกตั้งคือทั้งหมดของประชาธิปไตย และต่อให้บริหารผิดพลาดแค่ไหนก็นั่งในตำแหน่งนายกฯ ได้ต่อไป...ช่างน่าอนาถ
แต่จะพูดไปทำไมมี เพราะบรรดาลิ่วล้อของพี่ชายผู้หนุนส่งให้เธอเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร กำลังควานหาแพะกรณีนี้กันให้ทั่วไปหมด
เรื่องนี้สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติพรรครัฐบาล ที่ออกมาเปิดฉากโทษคนอื่นให้มั่วไปหมด ทั้งข้าราชการกรมชลฯ ผู้อำนวยการเขื่อน ชาวบ้านตามคันกั้นน้ำ รัฐบาลชุดเก่า แต่ที่น่าอดสูที่สุดคือการโยนความผิดไปที่เขื่อนใหญ่ทางภาคเหนือทั้ง 2 แห่งโดยเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเขื่อน...
แต่ดูเหมือนคำแก้ตัวเหล่านั้นจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเธอ และคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของเธอตกต่ำลงไปอีก เพราะผู้มีปัญญาย่อมรู้ได้เองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ความพยายามปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ
อย่างว่าแหละ!!! หากแค่ไม่มืดบอด และกล้ามองกลับไปยังเหตุแห่งความวิกฤติอย่างตรงไปตรงมา จะพบว่าไม่มีทางที่พรรคเพื่อไทยจะปฏิเสธความรับผิดชอบจากกรณีนี้ไปได้ เพราะขณะที่มวลน้ำไต่ระดับความสูงขึ้นไปจนเกือบจะเต็มความจุของอ่าง ล้วนอยู่ในช่วงที่นายกหญิงฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วทั้งสิ้น (เรื่องนี้หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทำปฏิทินให้ดูอย่างชัดเจน)
...ที่จริงเค้าลางแห่งหายนะก่อตัวขึ้นทันทีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ...เพราะนั่นเท่ากับเป็นการหยุดทุกอย่างของประเทศเอาไว้ เพียงเพื่อสั่งทุกองคาพยพในสังกัดเร่งเดินเครื่องรีบปลดล๊อคให้แก่พี่ชายผู้เร่ร่อนอยู่ต่างแดน ไม่เว้นแม้กระทั่งปัญหาอุทกภัยที่เริ่มสำแดงตนให้เห็นบริเวณภาคเหนือตอนล่างก็ยังถูกละเลย
ขณะทุกอย่างดำเนินไปแบบไม่มีสะดุดจนใครก็ไม่อาจขัดขวาง พร้อม ๆ กับนโยบายประชานิยมรอบใหม่ก็เดินหน้าเต็มสูบ ธรรมชาติที่ร้องเตือนมาตั้งแต่ต้นก็ส่งสัญญาณรุนแรงมากขึ้นทุกที เรื่องนี้ถูกแจ้งเตือนอยู่บ้างในระดับปฏิบัติคือกรมอุตุฯ แต่ถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงจากระดับบริหาร (เพราะมันไม่สนองความต้องการของนายใหญ่ในห้วงนั้น) ซ้ำร้ายยังดูเบาสถานการณ์-แก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการตลาดอย่างที่ตนถนัด คือ ประกาศให้อำเภอบางระกำเป็นบางระกำโมเดล และ จ. อุดรธานีเป็อุดรฯ โมเดล โดยชาวบ้านที่ลอยคออยู่ในน้ำแทบนึกไม่ออกเลยว่า ไอ้ "โมเดล-โมเดล" ที่รัฐบาลพูดคืออะไรกันแน่
การเพิกเฉยต่อสิ่งที่ธรรมชาติร้องเตือน ประกอบกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบลวก ๆ อันเป็นต้นเหตุแห่งหายนะใหญ่หลวงนั้น ไม่อาจตีความเป็นอื่นได้เลยนอกจากความเห็นแก่ตัวทางการเมืองของคนบางกลุ่ม เพราะการร้องเตือนของกรมอุตุฯ ระบุชัดว่า หากไม่รีบพร่องน้ำ และกักเอาไว้จนเกินระดับจะส่งผลร้ายต่อคนทางตอนล่างมากแค่ไหน แต่น่าเสียดายนักการเมืองคือนักการเมือง พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำอะไรหากไม่ได้คะแนนเสียง และไม่พูดถึงมวลน้ำก้อนมหึมาที่จ่อคอหอยประเทศไทย
ฯพณฯ ท่านเลือกที่จะเก็บน้ำเอาไว้ และร่วมกันหวังไปไกลถึงขั้น หากการเก็บน้ำนั้นไม่เกิดการพลิกล็อคใดจะส่งผลดีถึง 2 ชั้น หนึ่งคือ คะแนนจากการที่น้ำไม่ท่วมผืนนาที่รอเก็บเกี่ยวเข้าโครงการรับจำนำข้าวในล็อตแรก และสองความพอใจจากการมีน้ำที่จะปักดำข้าวกล้าในรุ่นถัดไปย่อมนำคะแนนมาให้ในชั้นสอง...
แต่อย่างว่า...คนคำนวณอาจไม่สู้ฟ้าลิขิต เมื่อหลักคิดไม่ดีฟ้าฝนย่อมไม่เป็นใจ และดูเหมือนจะดับฝันทุกอย่างของนักการเมืองลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วย กล่าวคือ หลังจากที่พายุนกเตนผ่านไปได้ไม่นาน พร้อมกับน้ำเหนือเขื่อนที่เริ่มขยับสูงขึ้น ปรากฏการณ์ลานิญญ่าบริเวณชายฝั่งทะเลจีนใต้ก็ส่งพายุไห่ถาง เนสาด และนาลแก เข้ามาเยือนเมืองไทยอีก 3 ลูกซ้อนในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ต้องปราดเปรื่องก็คงพอจะเดาได้ว่า การไม่ยอมพร่องน้ำเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ (นับแต่ที่กรมอุตุฯ กรมชลฯ ร้องเตือน) กอปรกับการแก้ปัญหาอุทกภัยแบบการตลาดตามโมเดล 2P2R ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงหายนะครั้งนี้ได้เสียแล้ว เมื่อปริมาณน้ำเหนือเขื่อนค่อย ๆ ไต่ระดับจนเต็มความจุอ่าง และทำท่าว่าจะล้นเกินในเวลาไม่นาน...
เมื่อจวนตัวจนไม่อาจควบคุมปริมาณน้ำได้อีกต่อไป ฯพณฯ ท่านทั้งหลายจึงสั่งให้เร่งระบายน้ำจากเขื่อนทุกเขื่อนพร้อมกัน ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมไม่ได้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับคนทางตอนล่างอย่างรอบคอบอีกเช่นเคย
...ผลคือ น้ำเหนือจำนวนมหาศาลไหลบ่าท่วมท้นประเทศไทยจนกลายเป็นเมืองบาดาลกินอาณาบริเวณกว้างขวางไร้ขอบเขต ความเชี่ยวกรากของสายน้ำยังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เดินทางไปถึง ความพยายามที่จะต้านทานตามแนวจุดสกัดต่าง ๆ ดูจะไร้ผลทุกแนวทาง เมื่อไม่อาจต้านทานมวลน้ำที่รุกคืบเข้ามาได้ก็ประกาศตั้งกรรมการฯ ชุดใหม่ซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่เดิม จนชาวบ้านพากันงงว่า แล้วชุดเก่าไม่ได้ทำอะไรเลยหรือ...
น่าเศร้ายิ่งมวลน้ำแสดงพลานุภาพ การทำงานของรัฐบาลกลับยิ่งสับสนสะเปะสะปะ แทบจะขาดไร้ซึ่งยุทธศาสตร์หลักในการจัดการ ที่สำคัญวางคนผิดฝาผิดตัวกับเนื้องานมาตั้งแต่ต้นทำให้ทุกอย่างดูไร้ทิศทาง ที่สุดสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้าย ถึงขั้นแม้แต่ศูนย์บัญชาการใหญ่ที่ดอนเมืองก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ ต้องระเห็จหนีน้ำไปอยู่ตึกใหม่แถวลาดพร้าว ทั้งที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะไม่ย้ายไม่ย้าย-ไม่ย้าย ปล่อยให้ของบริจาคสู้ภัยน้ำท่วมลอยเกลื่อนจนเต็มพื้นที่ ประจานความว่างเปล่าทางปัญญาด้านการจัดการในภาวะวิกฤติอย่างหมดเปลือก
อย่าว่าแต่ก่อนที่ทัพน้ำจะมาประชิดเมืองหลวงจนต้องอพยพผู้คนโกลาหลกันไปทั้งเมือง ทุกจุดที่มวลน้ำเคลื่อนผ่านล้วนได้รับคำโป้ปดไปวัน ๆ ว่า "เอาอยู่-เอาอยู่" ที่สุดก็ราพณาสูรไปด้วยกันทั้งหมด
ทั้งนี้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการหาประโยชน์บนคราบน้ำตาประชาชน ด้วยการเบียดบังเอาของบริจาคไปแปะชื่อหาเสียงอย่างไม่ละอายตั้งแต่ช่วงแรก ๆ จนผู้คนต่างพากันเบือนหน้าหนีเมื่อทราบข่าว แต่ผู้นำรัฐบาลกลับเงียบเป็นใบ้กิน ปล่อยให้สมุนออกมาแก้ตัวแบบข้าง ๆ คู ๆ ขัดกับภาพที่ชาวบ้านรู้เห็นผ่านสื่อ
ดูเหมือนนาทีนี้ทุกฝ่ายยกเว้นสาวกเสื้อแดงผู้มืดบอดจะเห็นตรงกันแล้วว่า นารีขี่ม้าขาวที่พยายามอุปโลกน์นั้นเป็นเพียงแค่เรื่องโกหกจากผู้เขียนบทที่อยู่แดนไกลเท่านั้น...ไม่ว่าใครก็ไม่อาจโต้แย้งความจริงข้อนี้ได้อีกแล้ว แม้แต่กองทัพผู้ก้มหน้าก้มตาทำงานตามรัฐบาลสั่งยังไม่อาจนิ่งเงียบได้ ออกมาชี้ให้เห็นความล้มเหลวงของผู้นำฯ ด้วยข้อสรุปที่ตรงใจคนถึง 12 ข้อใหญ่
แต่ยังก่อน...แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงขนาดไหน และมหากาพย์วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ยังเดินทางมาไม่ถึงฉากสุดท้าย เพราะมวลน้ำทั้งหมดยังไม่ไหลลงสู่ทะเล ความเดือดร้อนยังแผ่ซ่านไปทุกหย่อมหญ้า ผู้ประสบภัยบางกลุ่มยังคงต้องเขียมอาหารการกิน เพราะเกรงว่าจะอยู่ไม่รอดจนกว่าน้ำจะลด แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ หญิงกลับข้ามไปพูดถึงการใช้เงินจำนวนมหาศาลถึง 9 แสนล้านบาท เพื่อทำประเทศให้เป็น NEW THAILAND ...ทั้งที่มีเรื่องเฉพาะหน้าให้ทำอีกตั้งมากมาย
น่าเศร้า...ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองจากภัยน้ำท่วม รัฐบาลภายใต้การนำของเธอยังพยายามแก้ตัว และโกหกประชาชนด้วยวิธีการตลาดอย่างที่ถนัดเช่นที่เคยทำมาเช่นทุกครั้ง
ใครจะคิดยังไงไม่รู้ แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่าน้ำท่วมใหญ่เมืองไทยหนนี้ เกิดจากผู้นำที่อับปัญญา และน้ำมือของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "นักการเมืองชั่ว" 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม...ไม่มี "ภัยธรรมชาติ" เจือปนแม้แต่น้อย...




