"วิษณุ"แจงเรียกค่าเสียหาย"ปู"โกงจำนำข้าว3.5 หมื่นล้าย จากที่ทำ"เจ๊ง"1.7แสนล้าน ปัดใช้ม.44รวบยึดทรัพย์

ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th

วันนี้ (26 ก.ย.)   ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนการดำเนินการหลังคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว รายงานตัวเลขสรุปเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ว่า กระบวนการหลังจากนี้ก็คงเป็นกรณีเดียวกับการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคณะกรรมการจะต้องส่งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายกรัฐมนตรีรับทราบ
         

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมยอดเงินเรียกค่าเสียหายจากเดิม 2.8 แสนล้านบาท จึงเหลือ 3.5 หมื่นล้านบาท นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง เพราะตอนพิจารณาครั้งแรกมูลค่าความเสียหายจริงที่ประเมินไว้ประมาณ 5 แสนล้านบาท แต่หมายถึงมูลค่าทั้งหมดที่ไม่รู้ว่าใครจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งคณะกรรมการชุดที่มี นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว เห็นว่าควรมีการรับผิดทั้งหมด 4 ฤดูกาล เป็นเงินประมาณ 2.7 แสนล้านบาท แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้ให้ความเป็นธรรม ว่าความผิดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการทุจริต แต่เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังจากมีการแจ้งเตือน เพราะฉะนั้นฤดูการผลิตที่ 1 และ 2 ไม่มีการเตือน จากนั้นเมื่อมีการเตือนมาในฤดูการผลิตที่ 3 และ 4 คือ การผลิตในปี 2555 - 2556 และปี 2556 - 2557 รวมแล้ว 2 ฤดูกาลผลิต แต่ยังมีการปล่อยปะละเลย ก็ถือว่ามีความผิดเฉพาะ 2 ฤดูกาลนี้ ดังนั้น มูลค่าความเสียหายจาก 2.7 แสนล้านบาท ก็ต้องลดลงมาเหลือ 1.7 แสนล้านบาท
         

"ในจำนวนเงิน 1.7 แสนล้านบาท การจะต้องพิจารณาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีหลักเกณฑ์ที่ใช้ปฏิบัติมา 4 - 5 ปีแล้ว ว่ากรณีที่เป็นความรับผิดแบบทำกันหลายคนจะต้องมีการแบ่งสัดส่วนการรับผิด ซึ่งมีการกำหนดไว้ประมาณ 10 - 20 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการละเลย ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ ก็ไปเฉลี่ยกับผู้ที่มีส่วนทำความผิด โดยในครั้งนี้มีการประเมินกันว่า ควรจะเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขจึงออกมาอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท จาก 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดมีหลักเกณฑ์และสามารถอธิบายได้ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ให้ลูกหนี้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ความหมายก็คือ ถ้ารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สมมติมีผู้รับผิด 10 คน 9 คน ไม่มีจ่าย คนที่ 1 ที่มีจ่ายต้องจ่ายทั้งหมดแล้วค่อยไปเก็บจากคนที่เหลือเอาเอง หมายถึงการรับผิดแทนได้ทั้งหมด แต่ถ้ากฎหมายบัญญัติว่า ไม่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็คือ ส่วนของใครก็ของมัน จะให้คนอื่นมารับหนี้แทนไม่ได้ กรณีนี้ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องรับผิดเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงที่รับผิดชอบต้องไปหาบุคคลที่จะมารับผิดร่วมเอง" นายวิษณุ กล่าว
         

เมื่อถามว่า นายกฯ จะต้องเซ็นคำสั่งหรือมีคำสั่งด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายกฯ เพราะสามารถที่จะมอบอำนาจต่อไปได้ และการดำเนินการกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่องค์กรอิสระเลือกปฏิบัติ แต่เมื่อมีคนร้องก็ต้องดำเนินการสอบสวน และดำเนินการใน 3 ทาง คือ ส่งเรื่องถอดถอน ส่งฟ้องคดีอาญา และส่งให้ดำเนินการทางแพ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับการรับผิดในทางแพ่งเป็นเรื่องของกระทรวงซึ่งถือเป็นผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่มีหน้าที่เรื่องของแพ่ง มีหน้าที่หากมีความผิดต้องดำเนินคดีทางอาญา
         

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 ในการยึดทรัพย์ นายวิษณุ กล่าวว่า ยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลไม่ได้มีการใช้คำสั่งมาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ เป็นเรื่องที่ต้องตั้งต้น คือ หากมีการวินิจฉัยว่าผิดตาม พ.ร.บ.การละเมิดฯ และหากสรุปว่าผิดและต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใด ก็จะดำเนินการในขั้นตอนที่ 2 คือ การไปยึดทรัพย์ เว้นแต่มีการฟ้องศาลให้มีการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่รับผิดชอบ แต่เมื่อมูลทรัพย์มีค่าจำนวนมากกระทรวงที่รับผิดชอบไม่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าไปยึด ก็ควรจะต้องมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลาง นั้นคือ กรมบังคับคดี จึงมาเข้าส่วนที่ 3 ในคำสั่งมาตรา 44 ที่ให้กรมบังคับคดีเป็นผู้เข้าไปจัดการ ซึ่งในอดีตก่อนรัฐบาลชุดนี้ก็เคยมอบหมายให้กรมบังคับคดีเข้าไปดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ โดยจะยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาล และการเข้าไปดำเนินการยึดทรัพย์ของกรมบังคับคดีนั้น จะมีการใช้อำนาจบางอย่าง เช่น การจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินใดๆ ก่อนหน้านี้ ถ้าเข้าข่ายลักษณะโอนหนีหนี้ กรมบังคับคดีสามารถเพิกถอนได้ แต่ถ้าเป็นการทำสัญญาซื้อขายโดยสุจริตเป็นปกติ ถึงเวลาที่ต้องโอนทรัพย์ก็สามารถทำได้ไม่ถือว่าเป็นการโอนหนีหนี้
         

เมื่อถามว่า ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จะมีการฟ้องล้มละลายได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปถึงขั้นนั้น เพราะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี อย่าลืมว่าถ้าฟ้องล้มละลายจะไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ และขอยืนยันว่า คดีดังกล่าวไม่มีการลัดขั้นตอน ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนหรือเพิ่มด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม อายุความในการยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดมีอายุความถึง 10 ปี หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินออกมา