สำรอกอีกแล้ว??!! "จตุพร"เตือน"ประยุทธ์"ระวังข้อหา"ทรราชย์" ยก14ตุลาฯขึ้นมาขู่ หวังป้อง"ปู"ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์

ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th

วันนี้ ( 27 ก.ย.)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้โพสต์คลิปลงบนเฟซบุ๊คเพจส่วนตัว "Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์"   โดยกล่าวถึงการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่โดยปล่อยปละละเลยการให้ความยุติธรรมอย่างเสมอภาค เท่าทียมกัน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับกระบวนการตรวจสอบการทุจริตของประเทศ  ซึ่งจะเป็นการสร้างปัญหาซ้ำเติมบ้านเมืองจนอาจลุกลามไปทำลายอำนาจที่ครอบครองอยู่ให้พังทลายลงได้


นายจตุพร  กล่าวว่า  คนไทยและคนทั่วโลกล้วนต้องการความยุติธรรม แต่การกล่าวหา น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ปล่อยปละละเลยโครงการรับจำนำข้าวจนเกิดความเสียหาย แล้วให้ชดใช้คืนรัฐกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท แสดงถึงการใช้อำนาจอย่างไร้ความยุติธรรม เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้ตั้งข้อหาข้อหาทุจริต  อีกทั้งใช้คำสั่งการปกครองเพื่อยึดทรัพย์นั้น จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง


เมื่อ ป.ป.ช. ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในข้อหาปล่อยปละละเลยแล้ว ถึงเวลานี้ศาลยังไม่มีการวินิจฉัย ซึ่งคาดกันว่า ประมาณเดือนมิถุนายน 2560 การไต่สวนคดีในชั้นศาลจะสิ้นสุด แต่กลับมาเร่งรีบใช้คำสั่งทางปกครองเพื่อยึดทรัพย์ จึงสะท้อนถึงการทำหน้าที่โดยปล่อยปละละเลยให้ความยุติธรรมอย่างชัดเจน และยังชี้ถึงในอนาคตพรรคการเมืองจะออกนโยบายช่วยเหลือชาวนาย่อมทำได้ยาก    ตลอดเวลาที่ผ่านมาชาวนาปลูกข้าวทำให้โรงสีและพ่อค้าข้าวส่งออกร่ำรวย แต่ชาวนากลับยังชีพมีชีวิตอยู่ด้วยเพียงวาทกรรมสวยหรูว่า "ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ" ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีหลายคนประกาศนโยบายรับจำนำข้าวเพื่อช่วยชาวนา ก็ได้รับการสั่งสอน ถูกฝ่ายอำนาจเล่นงานทางการเมือง แต่ถ้าโครงการรับจำนำข้าวเดินหน้าควบคู่กับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้านแล้ว ย่อมสร้างความยั่งยืน มั่งคั่งต่อชีวิตชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศได้มีชีวิตที่มั่นคงเป็นอย่างดียิ่ง


นายจตุพร  กล่าวต่อว่า  ส่วนการวิจารณ์จากอดีตนักการเมืองบางพรรค และฝ่ายใกล้ชิดอำนาจว่า โครงการรับจำนำข้าวจะเกิดประโยชน์หรือไม่นั้น เชื่อว่า การพิสูจน์โดยพิจารณาจากงบบัญชีการเงินที่เน้นกำไรหรือขาดทุนของโครงการยังไม่เพียงพอ เพราะเมื่อชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นย่อมมีผลเชื่อมโยงต่อระบบเศรษฐกิจในสังคมตามไปด้วย การใช้จ่ายของชาวนาเพื่อยังชีพทำให้เกิดมูลค่าหมุนเวียนจำนวนมากมาย และสิ่งสำคัญหากราคาข้าวในตลาดสูงกว่าราคารับจำนำแล้ว ชาวนามีสิทธิ์ไถ่ถอนมาขายในราคาตลาดที่สูงกว่าได้ ดังนั้น เมื่อชาวนาและระบบเศรษฐกิจสังคมได้ประโยชน์ จึงไม่เกิดความเสียหายกับประเทศ


ถ้า ป.ป.ช. มีความยุติธรรมในสังคมจริง ควรใช้มาตรฐานกล่าวหา "กำไร-ขาดทุน" แบบโครงการรับจำนำข้าวไปตรวจสอบทุกโครงการของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรีแทบทุกคน ต้องถูกข้อหาปล่อยปละละเลยเช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับ สิ่งนี้จึงบ่งชี้ถึงการทำหน้าที่การปล่อยปละละเลยความยุติธรรม ทำไห้สังคมไม่เกิดความเท่าเทียม เสมอภาคกันถ้วนหน้า    การปล่อยปละละเลยความยุติธรรมนั้น จะเป็นจุดตายของอำนาจ ยิ่งเป็นตลกร้ายของบ้านเมืองเมื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. แถลงถึง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. ได้ถอนตัวจากประธานอนุกรรมการไต่สวนโครงการรับจำนำข้าว การถอนตัวนั้น เป็นเพราะได้ทำหน้าที่เบิกความฐานะพยานของ ป.ป.ช. ในชั้นศาลจนหมดสิ้นแล้ว  ถ้าไม่ถอนตัวก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เมื่อสิ่งที่ต้องการทำ ได้ทำไปจนจบหมดแล้ว แต่การแถลงนั้น ดูเหมือนต้องการแสดงสปิริต ทำเหมือนคนไทยโง่ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย "


นายจตุพร กล่าวอีกว่า  น.ส.สุภา เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์  ถึง 6 คดี จากทั้งหมด 15 คดี  การอธิบายของประธาน ป.ป.ช. กรณีการถอนตัวของ น.ส.สุภา นั้น ทำเหมือนคนไทยไม่รู้เรื่องอะไรเลย  และยิ่งเป็นเรื่องขบขำไปกันใหญ่ที่ชี้แจงได้เร่งการตรวจสอบโครงการสร้างโรงพักตำรวจ 396 แห่งทั่วประเทศแล้ว แต่ผู้รับผิดชอบยังไม่ส่งมา แต่สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับเร่งจะยึดทรัพย์ให้ได้ ทั้งๆที่ศาลยังพิจารณาข้อกล่าวหาไม่เสร็จ พฤติกรรมการทำหน้าที่ไม่เท่าเทียม เสมอภาคเช่นนี้ เท่ากับได้ปล่อยปละละเลยการสร้างกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย ยิ่งเป็นการสร้างปัญหาต่อบ้านเมืองซ้ำเติมไปอีก


" ป.ป.ช. ตั้งข้อหา น.ส. ยิ่งลักษณ์ 15 คดี  โดยไร้เหตุผลความน่าเชื่อถือ  แต่ได้บ่งบอกเป็นสัญญาณเตือนไม่ให้พรรคการเมืองมีนโยบายทำโครงการเหล่านี้อีกในอนาคต ดังนั้น การทำงานมุ่งแต่เอาความสะใจ เร่งรัดคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้เร็ว โดยไม่คิดถึงกระบวนการยุติธรรมแล้ว วันนี้ ป.ป.ช.และผู้มีอำนาจทำ คือ การปล่อยปละละเลยความยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ประชาชนควรข้ามพ้นกับดักเหล่านี้ ในประวัติศาสตร์มีบทเรียนให้ผู้มีอำนาจมาแล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำทำรัฐประหาร มีอำนาจมากมายแค่ไหน ยังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โค่นล้มมาแล้ว ดังนั้น การละเลยความยุติธรรมคือจุดตายของอำนาจ”