ไม่ปกป้อง !!! "บิ๊กตู่"เผย"บิ๊กติ๊ก"ขอโทษ ปมหลานชายได้งาน ทภ.3  เฉ่ง "เรืองไกร-ศรีสุวรรณ" ฟ้องเป็นอาชีพ!!?!!

ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th

"บิ๊กตู่" ให้ ปปช.ตรวจสอบ บริษัทหลานชาย ได้งาน ทภ.3 ขอสื่อเชื่อมั่น กระบวนการของรัฐ ยอมรับ รักครอบครัว แต่ไม่ขอปกป้อง ฉะ"เรืองไกร-ศรีสุวรรณ"  พวก"ช่างฟ้อง" ขณะเดียวกัน เผย "บิ๊กติ๊ก" มาขอโทษ ที่ทำให้ได้รับผลกระทบ พร้อมเตรียมหลักฐานสู้คดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการตรวจสอบบริษัทลูกชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีชนะประมูลได้รับงานก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3 ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตนจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวด้วย ถึงจะเป็นน้องชาย แต่ก็เป็นคนละคนกัน ส่วนเรื่องของบริษัทบุตรชาย พล.อ.ปรีชา นั้น ก็ให้ไปสอบมาตนยังไม่รู้อะไรเลย และได้บอกให้เตรียมคำตอบมาให้ดี เมื่อถามว่ามีความมั่นใจให้ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากพล.อ.ปรีชา เป็นถึงปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะไม่เชื่อมั่นกระบวนการของรัฐเลยหรืออย่างไร หากไม่เชื่อก็ไปอยู่ที่อื่น เพราะกระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องนี้พอแล้ว จะไม่ตอบ แล้วมาบอกว่าตนโมโห แต่คำถามแบบนี้ไร้สาระ ให้ไปถามกระบวนการที่ตรวจสอบ อย่าโยงกันไปมา

เมื่อถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นในกรณีได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "คนละเรื่อง ทุกเรื่องหากเป็นคดีความก็ฟ้องมาและตรวจสอบตามกลไก ไม่ใช่จะตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบ อย่าเอามาพัวพันกับผม ทั้งบริษัทบ้าบอคอแตก อยากสอบอะไรก็สอบไป จะมาโยงกับผมทำไม เขาก็ต้องรับผิดชอบของเขาเอง ไม่ใช่ตระกูลผมเสียหาย มันคนละเรื่อง แต่ผมก็รักน้อง แต่ทำอะไรไม่ได้ ผมช่วยเขาไม่ได้ จะตะแบงชี้แจงส่งเดชไม่ได้ หรือ จะเป็นตัวแทนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายศรีสุวรรณ จรรยา ทำงานอะไร ฟ้องทุกวัน วันหลังก็ไปสอบไอ้สองคนนี้บ้าง ทำอาชีพอะไร อาชีพสุจริตหรือเปล่า ไปฟ้องแทนผมหน่อย ผมไม่อยากยุ่งกับเขา ผมพยายามไม่พูดถึงจำนำข้าวก็ประโคมกันอยู่นั่น มาย้อนผมทุกเรื่อง ก็ให้ไปสู้ตามกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่สู้ทางสื่อ ผมก็ไม่ตอบโต้ให้น้องผมทางสื่อ ไปว่าตามกระบวนการ หากผิดก็ผิด"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่าจากกรณีดังกล่าว พล.อ.ปรีชา ได้มาขอโทษ แต่ก็ไม่ได้เป็นการยอมรับว่าทำความผิด แต่ยอมรับว่าบางอย่างอาจไม่สมควรบ้าง แต่ก็ยืนยันว่าได้เตรียมหลักฐานอย่างเต็มที่ ซึ่งตนไม่รู้ว่ามีบริษัทมาหลายปี ขณะเดียวกันหลานตนโตแล้ว แต่เพิ่งมาเจอหน้ากันเมื่อไม่กี่ปี เพราะตนเป็นคนไม่ค่อยเจอกับครอบครัว ซึ่งก็เสียใจที่ไม่มีโอกาสอยู่กับครอบครัว แต่ความผูกพันธ์เหมือนเดิม สายเลือดต้องมีอยู่แล้ว แต่ต้องลดปัญหาความขัดแย้งให้มากที่สุด หากใครทำอะไรก็ต้องระวังและรับผิดชอบตัวเอง ซึ่ง พล.อ.ปรีชา ก็ไม่สามารถรับผิดชอบแทนตนได้ ส่วนจะส่งผลต่อเครดิตของตนไปด้วยหรือไม่นั้น เครดิตของตนไม่เกี่ยวกับคนอื่น เพราะทำด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงรับผิดชอบแทนรัฐมนตรีและญาติพี่น้องทุกคน แต่ตนรับผิดชอบในประเทศชาติและทำตัวเองให้ดีที่สุด