เข้มสุดพวกโกงหัวหมอ!!! เปิดข้อบังคับศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดีเดย์ 3 ต.ค.  ห้ามเด็ดขาดพวกขี้ฉ้อหนีคดีส่งทนายมาขออุทธรณ์-ฎีกา!!?!!

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.th

        

    เป็นที่สนอกสนใจของคนไทยทั้งประเทศ  กับการเปิดทำการเป็นครั้งแรกของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ  และเป็นที่ติดตามว่าจะมีคดีใด จำเลยคนไหนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเป็นรายแรก ๆ   ขณะที่ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ลงนามโดย นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ประกาศ ณ วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคสอง มาตรา ๗ วรรคสาม มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๖ วรรคสอง (๗) และมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙   ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกข้อบังคับไว้ จำนวน 4 หมวด 39 ข้อ    โดยหมวด 1 ว่าด้วย บททั่วไป   และ  หมวด 2 ว่าด้วยการพิจารณา พิพากษาคดีและวิธีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดี

    ส่วนหมวด 3 ว่าด้วยการอุทธรณ์ โดยเฉพาะข้อ 25 ระบุว่า ในการยื่นอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขัง  จำเลยต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล หากจำเลยร้องขอขยายระยะเวลาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล ให้ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องขอขยายระยะเวลา   พร้อมแสดงหลักฐานและที่อยู่หรือช่องทางที่สามารถติดต่อกับจำเลยได้ การพิจารณาคำร้องให้ศาลคำนึงถึงความหนักเบาของโทษที่จำเลยได้รับ พฤติการณ์หรือโอกาสที่จำเลยอาจหลบหนีรวมถึงความสุจริตในการต่อสู้คดีของจำเลยประกอบกันในการแสดงตนของจำเลย ให้เจ้าพนักงานศาลดำเนินการ

    

     และในข้อ 26 ระบุว่า ในการยื่นอุทธรณ์ หากจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังไม่มาแสดงตน หรือเมื่อครบกำหนดขอขยายระยะเวลาแสดงตนแล้ว จำเลยไม่มาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล ให้เจ้าพนักงานศาลทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นส่งฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าวพร้อมสำนวน รวมทั้งรายงานเจ้าหน้าที่ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

         

     นอกจากนี้ ในหมวด 4 ว่าด้วยการยื่นฎีกา ข้อ 27 ระบุว่า ในการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล โดยให้นำหมวด 3 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ส่วนข้อ 37 ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าคำร้องมิได้ปฏิบัติตามข้อ 30 หรือปัญหาตามคำร้องทั้งหมดมิใช่ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับฎีกาโดยแสดงเหตุผลโดยย่อ แล้วส่งสำนวนความคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบโดยเร็ว

 

( ข้อมูลประกอบ  :   http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/087/1.PDF)

    ก่อนหน้านั้น  นายอำนาจ พวงชมภู อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เปิดเผยว่า วันที่ 3 ต.ค.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะเปิดอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก  โดยมีคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ   ที่จะต้องโอนมากจากศาลอาญากว่า 70 คดี

 

     โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ใช้ระบบไต่สวน มี 2 ศาล คือ คดีจะสิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์ แต่หากคู่ความประสงค์จะยื่นฎีกาก็ต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาศาลฎีกาก่อน จึงจะยื่นฎีกาได้ และใช้วิธีค้นหาความจริงตามพยานหลักฐานทั้งหมด โดยจะยึดเอาสำนวนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นหลักลักษณะเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ก็ไม่ตัดสิทธิในการฟ้องคดีเองของประชาชน โดยมีการไต่สวนมูลฟ้องเช่นเดียวกันกับคดีอาญาทั่วไป

 

     สำหรับองค์คณะผู้พิพากษากำหนดไว้ 45 คน ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้มีแล้ว 20 คน ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่สมัครใจ และมีประสบการณ์ทำงานสูง อาทิ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะจะมีประวัติการทำงานไม่ต่ำกว่า 20 ปี และองค์คณะมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 10 ปี ถือว่ามีมาตรฐานสูงมาก ซึ่งขณะนี้มีผู้พิพากษาที่ประสบการณ์ทำงานน้อยที่สุดสูงถึง 17 ปีเเล้ว และจะมีการโอนคดีจากศาลอาญามาประมาณ 70 คดี มีจำเลยที่เป็นข้าราชการระดับสูงหลายคน แต่ตนและคณะผู้พิพากษาไม่รู้สึกหนักใจ เนื่องจากต้องยึดมั่น ตามนโยบาย รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรม

 

    "หากถามว่า การพิจารณาคดีจะล่าช้าหรือรวดเร็วและมีกรอบระยะเวลาหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน แต่วัตถุประสงค์ของการตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ขึ้นมาก็เพื่อพิจารณาคดีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตประพฤติมิชอบ ด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม ใช้ระบบไต่สวนต่อเนื่อง สามารถรับฟ้องคดีได้ทั่วราชอาณาจักร แต่ถ้ามาฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยตรงจะรวดเร็วกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการส่งสำนวนไปกลับ"