เสวนาสื่อฯ ย้ำต้องเสนอความจริงไม่บิดเบือน ชี้ชัดสื่อเป็นกลางไม่มีอยู่จริง แต่สื่อเลือกข้างมีจริง

ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th

วันนี้ ( 7 ต.ค.)  ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  มีการจัดงาน "รำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ต.ค. 19"  มีการจัดเสวนาหัวข้อ " สื่อมวลชนกับความรุนแรงทางการเมือง"   น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ  อดีตนักข่าวสายการเมืองและสายทหารจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ  กล่าวว่า ในสมัยที่ตนทำงานสื่อหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. เราต้องเล่นในบริบทที่เล่นต่อไปได้ อย่างการสัมภาษณ์ดาราเรื่องความเห็นทางการเมือง  เพราะบริบทสังคมขณะนั้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดอย่างแหลมคมได้  อีกทั้งในช่วงเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ต.ค. 19 บทบาทของสถานีวิทยุยานเกราะ  ทำเป็นเครือข่ายมีอิทธิพลมาก มีการป้ายสีนักศึกษาให้เป็นคอมมิวนิสต์ และต่างชาติความรู้สึกของคนส่วนหนึ่งไม่ได้มองนักศึกษาเป็นคนไทยและไม่ใช่มนุษย์  ภาพเลยออกมารุนแรง การกระหน่ำตี ถูกทำร้าย ซึ่งที่จริงแล้วคนทำข่าวต้องยึดความจริงเป็นสรณะ  สิ่งที่เราคิดกับข้อมูลตรงหน้าบิดเบือนไม่ได้  อย่าเอาความเกลียดชังมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน  ต้องเคารพผู้อื่นและตัวเอง                   


ด้าน น.ส.นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ อดีตบรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหารเครือเนชั่น  กล่าวว่า  เหตุการณ์ 6 ตุลา ทำให้เราเข้ามาเป็นสื่อ เพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรม เพื่อบอกเล่าให้สังคม และเหตุการณ์ดังกล่าวเอง  ก็ได้ฉายภาพการใช้เฮดสปีชมากที่สุด ซ้ำไปซ้ำมา จนประชาชนไม่รู้สึกผิดอะไรที่จะไปฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ในปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อไม่เหมือนเดิม  เมื่อก่อนการหาสปอนเซอร์มาทำงานคือ คุณซื้อพื้นที่เพื่อลงโฆษณาไม่เกี่ยวกับเนื้อหา  แต่วันนี้เป็นธุรกิจสื่อ  เป็นเรื่องแย่มาก  ดังนั้นคนทำสื่อต้องฉลาดขึ้นมีคำพูดที่ต้องเรียนรู้ใหม่  มีความเป็นกลางเอาความจริงมานำเสนอ ไม่ใช่การบิดเบือน

 

เสวนาสื่อฯ ย้ำต้องเสนอความจริงไม่บิดเบือน ชี้ชัดสื่อเป็นกลางไม่มีอยู่จริง แต่สื่อเลือกข้างมีจริง
         

ส่วนนายอธึกกิต แสวงสุข  คอลัมนิสต์หรือที่รู้จักกันในนามปากกา "ใบตองแห้ง" กล่าวว่า  แม้ว่าตนเป็นสื่อเลือกข้างไปแล้ว  แต่ความเป็นมืออาชีพต้องยังอยู่ สิ่งที่เรารักษาคือรักษาความมีเหตุผล  ใช้ถ้อยคำที่เคารพการเป็นมนุษย์  จริงๆ สื่อไม่ได้เข้าข้างฝ่ายขวามาก  แต่อำนาจลากไปแล้วทุกคนต้องยอม  โดยสถานการณ์สื่อยุคนี้ลึกกว่าซับซ้อนกว่าช่วง 6 ต.ค. 19  ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องสื่อกับความรุนแรงทางการเมืองนั้นควรแยกจากกัน  แต่ปัจจุบันยังคงมีปนกันอยู่  อย่างในปี 2549 มีการอ้างกฎหมายมาจัดการยั่วยุ ทำให้ให้เกิดความรุนแรง  กลายเป็นว่าคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมถูกมองว่ารุนแรง  ส่วนสื่อก็มองในบริบทว่าคนเหล่านั้นใช้ความรุนแรงเช่นกัน  เมื่อย้อนไปช่วง 6 ต.ค. 19 - พ.ค 35 สื่อนั้นมีบริบทและอำนาจมาก  จะเห็นได้ว่าคนกรุงล้มรัฐบาลด้วยสื่อ  ซึ่งสื่อเองเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่เป็นสังคมแบบกึ่งประชาธิปไตย  แต่ปัจจุบันในสภาวะที่คนทั่วไปก็เป็นสื่อได้ ทำให้สื่อที่มีอยู่แต่เดิมถูกช่วงชิงพื้นที่ เรื่องนี้ก็ต้องมีการปรับตัว แต่ด้วยปัญหาสื่อเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่ความคิดหลายด้าน ก็ต้องทำให้ไปสู่จุดที่ยอมรับการถกกันด้วยเหตุผล เอาชนะกันทางเหตุผล โดยไม่ต้องแคร์เรื่องเลือกข้างเลย                     

 

ด้านนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล  อดีตประธานสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  กล่าวว่า หลัง 6 ตุ.ค. ข่าวกับการวิพากษวิจารณ์ลดบทบาทลง  นักแสดงกลับมีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งสื่อปัจจุบันแทบไม่ได้เรียนรู้จาก 6 ต.ค. เพราะคนสื่อที่อยู่ในยุคนั้นมีน้อยมากในปัจจุบัน  ทำให้ไม่มีการเชื่อมต่อทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกวันนี้คนทำสื่อออกมามีบทบาทเป็นคู่ขัดแย้งทางสังคม  ทั้งที่จริงแล้วสื่อเป็นแค่คนสังเกตุการณ์ไม่ใช่ยืนข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน  วันนี้เราไม่สามารถแยกบทบาทบนพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนบุคคลได้  คนทำหน้าที่สื่อไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดใด  ทุกวันนี้เราแทบไม่ไว้วางใจใครได้เลย  ทั้งนี้ ความเป็นกลางของสื่อนั้นไม่มีอยู่จริง  สิ่งที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คือความไม่ลำเอียง  หมายถึงการทำหน้าที่สื่อที่ปราศจากอคตินั่นเอง

ขอบคุณข้อมูล-ภาพจากเว็ปไซต์มติชนและคมสชัดลึก