สะเทือนทั้งหอประชุม!!! "ยะใส"ชี้ 6 ตุลาฯ ควรรำลึก แต่ต้องพูดให้ครบ ยุคเลือกตั้งก็อนุญาตฆ่าไป 2,500 ศพ ลืมกันแล้วหรือ?!

ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th


สะเทือนทั้งหอประชุม!!! "สุริยะใส กตะศิลา" รองคณบดีฯ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตเลขาฯ สนนท. ชี้ ควรอย่างยิ่งที่จะรำลึก 6 ตุลาฯ เพราะการสังหารหมู่นักศึกษา เป็นอาชญากรรมโดยรัฐ แต่ก็จำเป็นต้องพูดให้ครบ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ก่อให้เกิดสงครามฆ่าตัดตอนปราบยาเสพติดไปกว่า 2,500 ศพ หรือแท้จรองแล้วหากมาจากการเลือกตั้งเลยได้ใบอนุญาตฆ่าไปด้วย ทั้งนี้ ยังไม่นับประวัติศาสตร์ที่ใกล้กว่านั้น แค่ในช่วง 10 ปี กลับได้กระทำต่อประชาชนผู้เห็นต่างจนเลือดนองท้องถนนอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่เรื่องกลับถูกทำให้เงียบ และนักวิชาการพวกรำลึก 6 ตุลาฯ ที่บูชาการเลือกตั้งก็ไม่เคยเอ่ยถึง รวมทั้ง แสร้งลืมกรณี "ชายชุดดำ" อันเป็นหนี่งในแก้วสามประการของฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าก้าวหน้า และเป็นพวกประชาธิปไตย ก็ได้กระทำรุนแรงต่อประชาชนขั้วตรงข้ามตามคำสั่งแกนนำที่อิงกับนักการเมืองล่ะ ปรากฎการณ์เหล่านี้กลับหายไปจากเวทีการถอดบทเรียนความรุนแรงที่ถูกชูกันในวาระรำลึกเดือนตุลาฯ ทั้งที่มันคือหนึ่งในประวัติศาสตร์ความรุนแรงร่วมสมัย

 

วันนี้ (8 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย(สปท.) ในฐานะอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีมีการจัดกิจกรรมรำลึก 40 ปี 6 ตุลาฯ 19 ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ โดยนายสุริยะใส มองว่า เวทีที่กำลังพูดคุยกันอยู่นี้ ละเลยบางประเด็นที่น่าสนใจไป โดยเฉพาะความรุนแรงที่มาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อันใกล้ และเพื่อเป็นบทเรียนต่อคนร่วมสมัยในปัจจุบัน โดยนายสุริยะใส ระบุรายละเอียดเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

 

"รำลึกเดือนตุลาฯ...อย่ามองความรุนแรงด้วยสายตาข้างเดียว"

 


นายสุริยะใส โพสต์ว่าในวาระครบรอบเหตุการณ์ 40 ปี 6 ตุลาคม 2519 และยังมีบรรยากาศการจัดงานรำลึกต่อเนื่องอาจทั้งเดือนนี้ ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดกันมากของนักวิชาการ วิทยากร องค์ปาฐกบางคน คือ เรื่องความรุนแรงโดยรัฐและชนชั้นนำ ส่วนตัวไม่ค่อยคาใจในกรอบวิเคราะห์ที่ตอกย้ำกันว่า เบื้องหลังของการสังหารหมู่นักศึกษาที่ ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อ 40 ปีที่แล้วถูกทาบทาด้วยเงาทะมึนของรัฐอำนาจนิยมและชนชั้นนำ หรือเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ แม้ความจริงบางด้านยังต้องการชำระสะสางและยังเป็นปริศนาให้ถกแถลงกันอยู่ก็ตาม

 

"แต่ที่ผมคิดว่า ยังมีประเด็นที่ขาดหายไปและดูเหมือนถูกมองข้ามไป จะด้วยความจงใจหรือไม่จงใจ จะมีเจตนาประการใดผมมิอาจทราบได้ ก็คือ วิวัฒนาการของความรุนแรงในระดับอาชญากรรมโดยรัฐ โดยเฉพาะในรัฐบาลที่คนส่วนหนึ่งหรือนักวิชาการบางส่วนยอมรับกันว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้งได้ก่อขึ้น กลับไม่มีการพูดถึงหรือเชื่อมโยงให้เห็นเพื่อเป็นบทเรียนต่อคนร่วมสมัยในปัจจุบัน เช่นอาชญากรรมจากนโยบายปราบปราบยาเสพย์ติด จนเกิดสงครามฆ่าตัดตอนกว่า 2,500 ศพ หรือเพราะเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเลยได้ใบอนุญาตฆ่าไปด้วย กระนั้นหรือ?"

 

นายสุริยะใส ระบุว่าความรุนแรง ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กระทำต่อประชาชนจนเลือดนองกลางท้องถนน กลับถูกจัดเก็บหรือถูกทำให้เงียบเพื่อให้เรื่องราวเหล่านั้นจางหายและลืมเลือนกันไป จนกลายเป็นประวัติศาสตร์เฉพาะส่วนไป และก้าวไม่ทันความรุนแรงที่วิวัฒน์ไป ซับซ้อนและแยบยลขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "ความรุนแรงโดยพลเรือน" หรือ "ชายชุดดำ" ที่เป็นหนี่งในแก้วสามประการของฝ่ายที่แขวนป้ายตัวเองว่าก้าวหน้าและเป็นพลังประชาธิปไตย ปรากฎการณ์เหล่านี้กลับหายไปจากเวทีการถอดบทเรียนความรุนแรงที่ถูกชูกันในวาระรำลึกเดือนตุลาคม ที่ควรสรุปบทเรียนทั้งอาชญากรรมโดยรัฐ และอาชญากรรมโดยพลเรือนที่ถูกจัดตั้งอย่างเป็นระบบและเป็นขบวนการทางการเมือง ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วและดำรงอยู่ในสังคมไทย ณ ตอนนี้

 

"ผมยังเห็นความสำคัญของการจัดงานรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลา โดยเฉพาะการถอดบทเรียนความรุนแรงซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับการปิดตาข้างเดียว เลือกพูดบางเรื่อง และลืมหรือมองข้ามบางเหตุการณ์ ของนักวิชาการบางคน จนทำให้ฝ่ายประชาชนไทยแตกแยกกัน และพร้อมจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองตลอดเวลา และทำให้สังคมไทยหรือคนรุ่นใหม่ศึกษาประวัติศาสตร์แบบตัดตอนเฉพาะส่วน เฉพาะช่วง จนหลงทางในที่สุดก็เป็นไปได้" นายสุริยะใส ระบุ.


ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก "สุริยะใส กตะศิลา" , ไทยโพสต์