- 10 ต.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
กลายเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ภายหลังจาก นาย ชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก อ้างถึงข้อมูลการสืบพยานในคดีรับจำนำข้าว โดยเฉพาะการอธิบายเรื่องความเสียหายจากการดำเนินนโยบายว่าไม่เรียกว่าขาดทุนกำไร ของ นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ("ชินวัฒน์" บอกสุดกระจ่าง"โอฬาร"แจงจำนำข้าวเจ๊งให้เรียกขาดดุล แต่แน่ใจหรือชาติไม่เสียหายผลประโยชน์ตกถึงมือชาวนา?? http://deeps.tnews.co.th/contents/207665/ )
ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ชี้แจงว่า โดยข้อเท็จจริงคดีจำนำข้าวถือเป็นเหตุคดีที่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเการให้ข้อมูลเพื่อแก้ต่างกันในศาล และสุดท้ายผลคดีจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอย่กับดุลยพินิจของศาลที่จะพิจารณา
"ผมขอให้ข้อมูลในแบบความเข้าใจคนทั่วไปว่า สำหรับเรื่องที่มีกล่าวถึงโครงการที่รัฐทำให้ประชาชนจะเรียก"ขาดทุน"ไม่ได้นั้น คงมีลักษณะเหมือนให้ข้อมูลไม่ครบ เพราะกรณีโครงการฯนี้ ส่วนใหญ่ที่ให้ประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนหรือชาวนาจริงๆ นั้น ไม่ได้อยู่ในส่วนที่สังคมเรียกว่าขาดทุนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นส่วนที่ใช้คำว่าขาดทุน คงไม่น่าใช่ ในส่วนที่ต้องดูแลให้กับชาวนา เช่น รับเข้าโครงการมาด้วยตัวเลขหนึ่ง ต่อมาจำหน่ายออกไปที่ตัวเลขหนึ่ง ทำให้มีส่วนต่างเกิดขึ้น"
พ.อ.วินธัย ยังให้รายละเอียดโดยพิจารณาจากตัวเลข สมมติว่าการซื้อขายข้าวมีส่วนต่างตกตันละ 3,000 บาท ส่วนนี้จึงเป็นตัวเลขเหมือนการชดเชยให้ชาวนา จึงไม่ใช่เรื่องของการขาดทุนอยู่แล้ว รวมตัวเลขทั้งโครงการว่าในกรณีรัฐมีข้าว 20 ล้านตัน ตกลงชดเชยส่วนต่างจากการขายให้ไปตันละ 3,000 ก็จะใช้งบรวม 60,000 ล้าน ในส่วนนี้คงไม่ใช่เรื่องขาดทุน
แต่ที่เป็นปัญหาก็คือการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีต้นทุนแฝงต่างๆจากการที่ไม่ได้ประเมินไว้ หรืออาจประเมินไม่รอบคอบการใช้จ่ายงบประมาณด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก เช่น ค่าเก็บค่าดูแลรักษา ที่ไม่มีแผนกำหนดเวลาที่ชัดเจน หรือ ค่าการปรับปรุงสภาพ บวกกับ การรั่วไหลที่เกิดจากการทุจริตในหลายๆ ขั้นตอน เช่นการสวมสิทธิ์ การเวียนเทียนซื้อเข้าขายออก ซึ่งรวมแล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาล และอาจมากกว่าส่วนที่ชาวนาได้ไป ซึ่งเงินที่รัฐเสียหายไปตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่สังคมสนใจและต้องอาศัยความกระจ่างผ่านกระบวนการยุติธรรม
พ.อ.วินธัยกล่าวว่า นโยบายรัฐที่ต้องช่วยเหลือชาวนานั้น เชื่อว่าทุกฝ่ายเห็นด้วย เพียงแต่สังคมคงอยากให้แน่ชัดว่าเป็นชาวนาจริงๆ ไม่ใช่เป็นคนอื่นๆ ที่แอบแฝงเข้ามาแสวงผลประโยชน์แบบมีแบบแผน ซึ่งจะด้วยวิธีไหนอย่างไรเชื่อว่าสังคมคาดเดาได้ไม่ยาก ขณะที่ก่อนหน้านั้นมีหลายฝ่ายให้ความเห็นโครงการที่เหมาะสมนั้น ควรมุ่งไปให้ประโยชน์ที่ชาวนาไม่ใช่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมแสวงหาประโยชน์คนอื่นๆ เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะอาจทำให้ถูกมองว่าผิดวัตถุประสงค์และไม่ตรงเป้าหมายแท้จริง ไปๆมาๆ กลุ่มที่คอยแฝงรับผลประโยชน์อาจได้ประโยชน์เป็นเม็ดเงินมากกว่าชาวนาเสียอีก ประการสำคัญคือเรื่องโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นประเด็นที่สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยและมีฟ้องร้องเป็นคดีความก่อนหน้าที่ คสช.จะเข้ามาอีกเช่นกัน
"กรณีนี้บทสรุปจะเป็นกรณีทุจริตในแบบที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้ความรู้สึกเชิงอคติแบบบางกรณี และไม่ใช่การปลุกปั่นสร้างกระแสทุจริตกันแบบหลวมๆ เพียงเพื่อหวังจุดกระแสชี้นำความรู้สึกผู้คนทั่วไป หรือเพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือกันในทางการเมือง เชื่อสังคมปัจจุบันหนักแน่นและมีวิจารณญาณที่เพียงพอ. และมีการใช้วิจารณญาณต่อเรื่องราวต่างๆ อย่างรอบคอบโดยเฉพาะทุกๆ ประเด็นที่เกิดข้อกังวลสงสัย ภาครัฐบริสุทธิ์ใจที่สนับสนุนนจะให้มีการตรวจสอบได้ตลอดเวลา"
