แสลงใจ-ก็ต้องฟัง!!! "อดุลย์" ชี้เหตุรุนแรงทุกยุคผู้นำมวลชนต้องร่วมรับผิด-ไม่ใช่แค่ฝ่ายรัฐ และต้องสรุปบทเรียนเสียที

ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th

 

แสลงใจ-ก็ต้องฟัง!!! "อดุลย์ เขียวบริบูรณ์" ประธานญาติวีรชนพฤษภาฯ 35 ระบุทุกฝ่ายต้องสรุปบทเรียนความขัดแย้งในอดีต เพื่อพาประเทศไปข้างหน้า ชี้ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากรัฐทั้งหมด ผู้นำมวลชนควรร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะเป็นผู้กำหนดการเคลื่อนไหว และต้องคิดว่าชีวิตมวลชนต้องมาก่อน พร้อมแนะ "บิ๊กตู่" อย่าปกป้องพวกตัวเองในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเกินไป


วันนี้ (10 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภาฯ 35 อดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวถึงวาระการรำลึกงานเดือนตุลา และสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า เหตุการณ์จากอดีตย่อมเป็นบทเรียนเตือนใจอย่างดี ที่ทุกฝ่ายต้องมีความรับผิดชอบแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงช่วยกันนำพาประเทศชาติสังคมไทยก้าวไปข้างหน้า ซึ่งทุกฝ่ายต้องสรุปบทเรียนบทความเป็นจริง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมืองทุกยุคสมัย ไม่ใช่เกิดจากฝ่ายรัฐทั้งหมด ผู้นำมวลชนมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง เพราะชีวิตของมวลชนต้องมาก่อน เมื่อเกิดบาดเจ็บล้มตายขึ้นมาผู้นำมวลชนรับผิดชอบกันไหวหรือไม่ และเมื่อเข้าสู่อำนาจรัฐแล้ว ต้องปกป้องและรักษาเจตจำนงของมวลชน มิเช่นนั้นประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดก็ซ้ำรอยอีก


"สถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนี้ การประณีประนอมความรู้สึกของประชาชน พรรคการเมือง มวลชนทุกกลุ่มทุกเสื้อสี เป็นสิ่งจำเป็น เพราะสังคมไทยผ่านความขัดแย้งผ่านความรุนแรงมามากแล้ว ไม่มีฝ่ายใดถูกหรือผิดทั้งหมด ทุกฝ่ายจึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้ง เปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นแม้รัฐบาลชุดนี้จะมาจากรัฐประหารก็ตามทุกฝ่ายก็ต้องให้ความร่วมมือเพื่อนำประเทศสู่เป้าหมายให้ได้ แต่รัฐบาลก็ต้องฟังเสียงสะท้อนจากทุกฝ่ายเช่นกัน ความร่วมมือจึงจะเกิดขึ้นได้จริง" นายอดุลย์ กล่าว

 

ประธานญาติวีรชนพฤษภาฯ 35 ยังกล่าวด้วยว่า ความร่วมมือจะเป็นจริงได้อย่างไรถ้านายกรัฐมนตรีและผู้นำคสช.เป็นผู้สร้างความขัดแย้งเสียเอง กว่าสองปีแล้วคงต้องขอให้ทบทวนอย่างจริงจังเสียที ในเมื่อพรรคการเมือง มวลชนทุกเสื้อสีได้มีฉันทามติร่วมกันประกาศตัวหยุดการขัดแย้งทางวาจาและการกระทำเพื่อสร้างสรรค์ความรักสามัคคีของสังคมไทยเพื่อปฏิรูปประเทศไปสู่ยุคใหม่ เหนือสิ่งอื่นใดเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยในวาระทรงครองราช70ปี แต่บุคคลในรัฐบาลบางคนยังมีพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่นแบบการเมืองเก่า ขณะที่ผู้นำรัฐบาลก็ใช้อารมณ์ ปกป้องพวกพ้องตัวเอง ยิ่งจะทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นได้ยาก จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้นำรัฐบาลและคสช. ต้องรีบดำเนินการลงมือปฏิบัติมิใช่แค่คำพูดหรือการสร้างภาพลักษณ์เพื่อเข้าสู่อำนาจหลังเลือกตั้ง.