- 19 ต.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถือเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงสื่อสารมวลชน หลังจากก่อนหน้านั้น บริษัท ทริส เรทติ้ง ได้ประกาศหั่นลดเครติดของ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ( NMG) จาก BB+ มาที่ D ซึ่งถือเป็นอันดับที่ต่ำกว่า”น่าลงทุน” หรือ อินเวสท์เวสต์เม้นท์เกรด และถือว่าเป็นการลดเครดิต NMG เป็นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาห่างกันเพียงหนึ่งสัปดาห์เดียว ภายหลังจากวันที่ 6 ต.ค.2559 บ.ทริสฯ ได้ประกาศลดอันดับเครดิคองค์กร NMG จาก BBB เป็น BB+ แนวโน้มเชิงลบ เพราะผลประกอบการย่ำแย่ และมีแนวโน้มไม่ดีขึ้นในระยะกลางถึงยาว
ขณะที่ น.ส.มัธยา โอสถานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการเงิน บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ยอมรับว่า ขณะนี้บริษัทกำลังได้รับผลกระทบทางธุรกิจ จากกรณีตราสารหนี้ของบริษัทมูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดชำระในวันที่ 12 ตุลาคม 2559 แต่บริษัทได้ผิดนัดชำระหนี้คืน เนื่องจากผู้บริหารขององค์กรถูกคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปลดยกชุด ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมต่างๆ ได้ รวมถึงบ.ทริสเรทติ้งยังได้ประกาศปรับลดอันดับเครดิตองค์กรเนชั่นกรุ๊ป เป็น “D” เนื่องจากบริษัทไม่สามารถชําระหนี้หรือต่ออายุตั๋วแลกเงิน (B/E) มูลค่า 100 ล้านบาทที่ครบกําหนดชำระในวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ได้
ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นเมื่อ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีสั่งพักการทำหน้าที่กรรมการและผู้บริหาร NMG ของนายสุทธิชัย หยุ่น กับพวกรวม 8 คน เนื่องจากมีคุณสมบัติต้องห้ามตามประกาศกจ.8/2553 ใ เรื่องของความไม่น่าไว้วางใจของกรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน จนนำมาซึ่งการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ในวันที่ 7พ.ย.2559
ท่ามกลางกระแสจับตาว่าบทสรุปของการประชุมจะเป็นอย่างไร ถ้าพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้บกับการประชุมสมัยสามัญประจำปี 2558 ซึ่งผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากถูกกีดกั้นไม่ให้เข้าร่วมประชุมแสดงความเห็นหรือลงมติอย่างหนึ่งอย่างใดตามสิทธิ์ที่พึงควรจะมีตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ขณะเดียวกันกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นถูกตั้งคำถามว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป วันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวกิจการของนักธุรกิจการเงินที่ชื่อ “เสริมสิน สมะลาภา” หรือไม่
โดยข้อมูลส่วนหนึ่งของ “ฐานเศรษฐกิจ” ระบุว่า “เสริมสิน” เข้ามาถือหุ้นใน NMG ร่วมกับ สุเทพ วงศ์วรเศรษฐ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2553 จำนวน 17.87% จากนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นการซื้อในขณะที่ยังเป็นผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร N-Park โดยอ้างว่าได้ใช้เงินส่วนตัวไม่เกี่ยวกับ N-Park ก่อนที่ภายหลังจะรับซื้อหุ้น NMG จากคนในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเพิ่มเติม จนได้หุ้นจำนวน 33,942,900 หุ้น หรือ 20.60% และจะได้รับสิทธิซื้อหุ้น NINE ในราคา IPO 2.40 บาทต่อหุ้นด้วย
ก่อนหน้านี้ เสริมสิน มีความสัมพันธ์กับทางผู้บริหาร NMG มาก่อน จาการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไทยพอร์ทัล จำกัด เพื่อทำเว็บ www.thailand.com ซึ่งต่อมา NMG ได้บันทึกการขาดทุนจากลงทุนในไทยพอร์ทัล จำนวนหลายร้อยล้านบาท
"เสริมสิน" ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่ NMG เมื่อเขาตัดสินใจขายหุ้นที่เหลืออยู่อีก 5.1% ใน N-Park ผ่านตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนจากฮ่องกง ในเดือนมี.ค. 2554 และได้เข้าเก็นหุ้น NMG ในชื่อตัวเองอีก 2 ครั้งในเดือนพ.ย.2554 และ ในเดือนก.พ.2555 รวม 5.29% ทำให้ถือหุ้น 15.17% (ไม่รวมส่วนที่ สุเทพ วงศ์วรเศรษฐ และที่ซื้อๆขายๆเก็งกำไรระยะสั้น)
"เสริมสิน" เริ่มขายหุ้น NMG เมื่อเดือนก.ค.2555 จำนวน 3.22% ก่อนจะมีการเทขายหุ้น NMG ออกมาอีกหลายล้อตในปี 2557 จนนำมาซึ่งการเข้ามาเก็บหุ้น NMG ของกลุ่มบริษัทโซลูชั่น คอนเนอร์ หรือภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทนิวส์ คอร์ปอเรชั่น (NEWS)
ปรากฎการณ์สำคัญของการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น เมื่อตรวจสอบพบว่า 11 มี.ค.2557 หุ้น NMG มีมูลค่าซื้อขายสูงเกือบ 1,000 ล้านบาท ราคาทะลุ 3 บาทต่อหุ้น แต่ในวันรุ่งขึ้นกลับมีแรงเทขาย ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงไปถึง 0.58 บาท และวันต่อมาได้เทขายหุ้นอีกระลอก จนราคาปิดอยู่ที่ 2.12 บาทต่อหุ้นเท่านั้น
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า แรงขายหุ้น NMG ผ่านออกมาจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) มากที่สุด คือ วันที่ 12 มี.ค. มียอดขายสุทธิถึง 71 ล้านหุ้น และวันที่ 13 มี.ค. ก็ขายสุทธิอีก 51 ล้านหุ้น
ก่อนหน้าที่จะมีแรงขายหุ้น NMG ออกมาหนักๆ ผ่าน ASP พบว่าโบรกเกอร์แห่งนี้มียอดซื้อสุทธิ NMG สะสมมาตั้งแต่ ธ.ค. 2557 ต้นทุนแถว 1 บาทปลายๆ รวมแล้วมียอดซื้อ137 ล้านหุ้น ในราคาเฉลี่ยไม่ถึง 2 บาท และเดือน ก.พ. ยังมีการซื้อๆ ขายๆ หุ้นจนมียอดขายสุทธิ 50 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2 บาทกลางๆ และในเดือน มี.ค. ซื้ออีก 90 ล้านหุ้น ก่อนที่จะทิ้งโครมออกมาใน 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา สรุปการขายหุ้น 2 วัน รวม 122 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2.43 บาทต่อหุ้น ทำกำไรมากถึง 20 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือน ม.ค. 2557 ปรากฏชื่อ "เสริมสิน" เริ่มซื้อหุ้น NMG หลายล็อต โดยมีการรายงานข้อมูลผ่านก.ล.ต.ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่นายสุทธิชัยเข้ามาซื้อหุ้น NMG เข้าพอร์ตด้วย
นอกจากจะพบว่าหุ้น NMG เคลื่อนไหวผิดปกติผ่าน ASP แล้ว NMG-W3 หรือ วอร์แรนต์ของ NMG ชุดที่ 3 ก็มีการซื้อและขายผ่าน ASP มากจนผิดสังเกตเช่นกัน เวลาหุ้นแม่ NMG ขายสุทธิ NMG-W3 มักจะซื้อสุทธิ สวนทางกัน โดยเฉพาะวันที่ 12 มี.ค. NMG-W3 มียอดซื้อสุทธิ 190 ล้านบาท และวันรุ่งขึ้นซื้อสุทธิอีก 102 ล้านบาท โดยคาดว่า เสริมสิน ขายหุ้น NMG ออกมาหนัก 2 วัน (12 - 13 มี.ค.2557) แล้วคงเหลือหุ้นในมืออยู่ไม่มากนัก แต่ถือใน NMG-W3 แทนนั่นเอง
การเปิดศึกแย่งชิงหุ้น NMG ที่มี เสริมสิน สมะลาภา เป็นฟันเฟืองใหญ่ กับกลุ่มทุนใหม่ นอกจากจะนำมาซึ่งคดีความฟ้องร้องกันไปกันมามากมายแล้ว ยังส่งผลถึงผลประกอบการของ NMG ที่เปลี่ยนจากบริษัทที่มีกำไร กลายเป็นบริษัทที่ขาดทุนมากถึง 341 ล้านบาท จนนำมาซึ่งทริส หั่นเครดิตเรทติ้ง และสะท้อนไปถึงราคาหุ้น NMG ที่ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 1.06 บาทเท่านั้น
และในชุดข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” ยังตั้งคำถามช่วงท้ายด้วยว่า การที่บอร์ด NMG ถูกก.ล.ต.พักงานยกชุด ผลประกอบการย่ำแย่ ทริสหั่นเรทติ้ง ผิดนัดชำระหนี้ เป็นวิกฤติที่หนักหน่วงของสื่อยักษ์ใหญ่ เกี่ยวข้องอย่างไรกับในช่วงที่มีผู้ถือหุ้น และ ซีอีโอ ที่ชื่อ “เสริมสิน สมะลาภา” หรือไม่อย่างไร ???
