ทาง 2 แพร่ง!!! "บิ๊กตู่" เผยประเทศอยู่ทาง 2 แพร่ง "ล้มเหลว-รุ่งโรจน์" ทั้งหมดอยู่ในมือคนไทย

ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th

 

จากใจนายกฯ!!! "บิ๊กตู่" เผยประเทศอยู่ระหว่างทาง 2 แพร่ง จะ "ล้มเหลวหรือรุ่งโรจน์" ทั้งหมดอยู่ในมือคนไทย ขอให้ทุกคนร่วมกันกำหนด ย้ำแม้โลกจะเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องไม่ลืมรากเหง้าตัวเอง


วันนี้ (21 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา ที่ชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าความรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวขณะเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนา และมอบนโยบายในการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การทำงานในวันนี้ต้องเอาอนาคตเป็นตัวกำหนด แม้จะมีแผนแต่ไม่มีวิธีปฏิบัติก็ไม่มีความหมาย ก็จะกลายเป็นปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ ทั้งกฎหมายลูก และกฎหมายฉบับต่างๆไม่ได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์ ทันสมัย มีความเป็นสากล ถือเป็นสิ่งสำคัญ และสุดท้ายอยู่ที่คน เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญ ตนเข้าใจดีว่า แต่ละรัฐบาลและองค์กรต่างก็มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง แต่เราต้องปรับปรุงบูรณาการร่วมกัน วันนี้ประเทศกำลังอยู่ในระหว่าง 2 ทางแยก คือจะล้มเหลวต่อไปหรือไม่ หรือว่าจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องมาพูดคุยกันเพื่อกำหนดทิศทาง ในการเดินหน้าประเทศ การทำงานฝ่ายการเมือง

รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานในแบบของเรา เป็นการเมืองในแบบของเรา เราจำเป็นต้องมีประชาธิปไตยในแบบของเรา ที่ไม่มีความขัดแย้ง มีความสมดุลกับต่างประเทศ ทั้งหมดต้องสร้างความเข้าใจ และรักษาสิ่งที่เราต้องการไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะเราเป็นประเทศที่มีความภาคภูมิใจ มาโดยตลอด เป็นประเทศที่มีอิสระเสรี แม้บางครั้งจะมากไป แต่ก็ต้องค่อยๆแก้เพราะไม่มีใครผิดหรือถูก เว้นแต่กฎหมายจะชี้ชัดออกมา ผมต้องการให้ประเทศมีทิศทาง มีธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบถ่วงดุล โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ วันนี้ต่างประเทศมองดูว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร และเราขัดแย้งกับประชาธิปไตยสากลไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตย เราต้องทำให้ประชาธิปไตยของไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะต้องเป็นความเข้มแข็งทั้งในแบบสากลและแบบของไทย อย่างที่ประเทศไทยต้องการ โดยต้องไม่มีความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้นับแต่นี้เป็นต้นไป เพราะทุกคนคงไม่อยากและไม่ยอมให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีก

 


"ที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลและคสช. คิดด้วยกันมาตลอด ไม่เช่นนั้นคงทำงานไม่ได้ถึงวันนี้ หากทำแบบเดิมเซ็นต์ส่งเดชก็จะเหมือนเดิม ในเมื่อทุกคนให้ตนมาทำตรงนี้ แต่ให้ไม่ให้ก็จะทำเพื่อแผ่นดินเพื่อประเทศ ของตนและพวกท่าน ตนหวงความจงรักภักดีหรืออะไรต่างๆไว้คนเดียวหรือ ซึ่งคนไทยทุกคนต้องเป็นอย่างตน เอาในส่วนที่ดี สิ่งที่ไม่ดีอย่าเอาเป็นตัวอย่าง เพราะตนไม่ดีสุดยอดอยู่แล้ว สิ่งสำคัญถ้าเราคิดว่าประชาชนคือศูนย์กลางทุกอย่างจะทำได้หมด ตั้งแต่เข้ามาสั่งงานไปกว่าพันเรื่อง สั่งล่วงหน้าไปยี่สิบปีแล้ว ตอนนี้ปัญหาคือทำได้แค่ไหน คนทำก็คือแต่ละกระทรวงไม่ใช่ตน ที่มีหน้าที่กำกับดูแลอำนวยความสะดวก ดังนั้นต้องช่วยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง"

 

นายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลวต่อ ๆ ไปต้องเป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกกำหนดนโยบาย สร้างความร่วมมือ ขจัดอุปสรรคต่างๆทั้งหมดให้กับการทำงาน หน้าที่รัฐบาลมีแค่นั้น ส่วนเอกชนมีหน้าที่นำสิ่งที่รัฐบาลเปิดไว้แล้วไปเดินคู่ขนาน ไม่ใช่อะไรก็รัฐบาล หากไม่ทำก็จบหมด จึงมีคำกล่าวจากภาคธุรกิจเอกชนว่าที่ผ่านมาแทบไม่ได้พึ่งรัฐบาล เขาทำของเขาเอง ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่น่าอับอาย เพราะมีผลกระทบถึงข้าราชการทุกคน นั่นคือสิ่งที่อยากให้คิด แต่มันคงไม่ถูกนัก เราก็ทำแต่มันไม่ตรงกับที่เขาต้องการ ฉะนั้นต้องเกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง วันหน้าจะต้องเกิดทั้งรัฐบาล พรรคการเมือง ข้าราชการ ประชาชน ต้องเดินไปด้วยกัน

 


"ทั้งหมดคือหลักการกว้างๆที่แต่ละกระทรวงต้องคิดทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายกระบวนการยุติธรรม การต่างประเทศ รวมถึงวาระแห่งชาติต่างๆที่กำหนดไว้ หากเราไม่วางยุทธศาสตร์ในการเดินก็จะกลับไปที่เดิม เสียเวลา มันอยู่ระหว่างล้มเหลวกับรุ่งโรจน์ขึ้นอยู่กับเรา มันคืออนาคตประเทศไทย ซึ่งท่านจะมีส่วนร่วมในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ แต่อย่าลืมประวัติศาสตร์ของไทย ชาติไทยมีสถาบันกษัตริย์ยาวนาน 7-8 ร้อยปี ทุกวันนี้อยู่ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เริ่มต้นไว้ทั้งสิ้น แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราต้องไม่ลืมรากเหง้าตัวเอง อะไรที่ไม่ดีอย่าให้เกิดอีก อะไรดีก็สานต่อ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทำตลอดมา เป็นหลักทศพิศราชธรรม ซึ่งเราต้องให้ประชาชนรู้อนาคตใน1-5 ปีจะเกิดอะไรขึ้น ตนต้องการภาพทั้งประเทศ แต่ละกระทรวงมีแผนแม่บทอย่างไร รวมถึงกองทัพว่ามีแผนพัฒนาอย่างไร ทุกกระทรวงมีแผนมีงบประมาณแต่อาจไม่มีกำลังคน จึงมีการจัดซื้อจัดจ้างมากมายก็ทำไปแต่ทหารพร้อมที่จะออกมาทันที เพราะนโยบายทหารตำรวจ ข้าราชการต้องเป็นที่พึ่งประชาชนในทุกโอกาสไม่ว่าสุขทุกข์ ฉะนั้นต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งทหารตำรวจ คนไม่ดีมันมี ไม่ดีก็ขจัดปรับออกไป แต่มนุษย์เป็นไปไม่ได้ว่าเลวหรือดีทั้งหมด แต่ละจังหวัดก็มีพ่อเมืองคือผู้ว่าราชการจังหวัด" นายกรัฐมนตรี ระบุ