- 27 ต.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม http://www.tnews.co.th/
จากกรณีที่โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความระหว่างประเทศชื่อดังชาวแคนาดา และก็ยังเคยรับจ้างเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตำนิสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็ได้ปรากฎผ่านบทความบนเว็บไซต์ยูราเซียรีวิว (https://robertamsterdam.com/unchr-free-speech-and-the-death-of-the-king/)
โดยนายอัมสเตอร์ดัม ระบุว่า ไม่กี่วันหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีข้อถกเถียงบางส่วนเกี่ยวกับการครองราชย์ แต่น่าเศร้าที่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันเข้มงวดของไทย ทำให้ประเด็นนี้สามารถถกเถียงอย่างเป็นอิสระได้เพียงภายนอกประเทศเท่านั้น
ณ เวลานี้ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศก เรามิปรารถนาเข้าร่วมถกเถียงใด ๆ ในเรื่องกษัตริย์ของไทย แต่กระนั้นเราจะสนับสนุนโดยไม่อ้อมค้อม ต่อสิทธิของคนไทยในการจัดดีเบตอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องกษัตริย์ของพวกเขา
นายอัมสเตอร์ดัม ยังระบุถึง UNHCR ว่า น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย เผยแพร่ถ้อยแถลงประณามพลเมืองไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน ต่อกรณีแสดงความเห็นเกี่ยวกับกษัตริย์ นอกเหนือจากพลเมืองไทยเหล่านี้หลบหนีออกนอกประเทศ สืบเนื่องจากการถูกตามประหัตประหารทางการเมืองตามหลังเหตุรัฐประหาร 2014 แล้ว ชัดเจนว่า พวกเขายังมีสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งการแสดงออกตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ที่เราต้องประณาม คือ ถ้อยแถลงของ UNHCR ประจำประเทศไทย และเรียกร้องให้ถอนมันกลับในทันที และยิ่งไปกว่านั้นเราคาดหมายว่า ทาง UNHCR ประจำประเทศไทย จะออกคำขอโทษถึงบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและไม่ล่วงละเมิดพวกเขาอีกในอนาคต
นายอัมสเตอร์ดัม ระบุปิดท้ายว่า ถ้อยแถลงของ UNHCR เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงแม้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุด เรามีสิทธิ์คาดหมายต่อพันธสัญญาที่ดีกว่านี้มากจาก UNHCR ต่อการปกป้องชีวิตที่อ่อนแอที่สุดจากสิ่งที่ทรงอำนาจที่สุด
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก UNHCR Thailandของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีที่ มีคนไทยจำนวนมากได้ตั้งคำถามเรื่องการสนับสนุนให้ผู้ต้องหาด้านความมั่นคงของไทยหลายคนลี้ภัยในต่างแดน
โดยข้อความระบุว่า สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNHCR) ได้ทราบเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งจากบุคคลที่ได้อ้างตนว่าลี้ภัย ที่ประเทศฝรั่งเศส
UNHCR ขอยืนยันว่าทาง UNHCR ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดต่อบุคคลดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อม การขอลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศสได้รับการพิจารณาจากทางรัฐบาลฝรั่งเศสเท่านั้น
UNHCR ขอประณามทุกความคิดเห็นของบุคคลดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มา ณ ที่นี้
UNHCR ร่วมกับทุกหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ซึ่งทรงอุทิศตนในการทรงงาน และความเมตตากรุณาเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตไม่เพียงเฉพาะต่อผสกนิกรชาวไทยแต่ต่อผู้คนทั่วโลกอีกด้วย
สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย
โดยชื่อของนายโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัม ทนายความชาวแคนาดา แม้ว่าที่ผ่านมาจะปรากฎการทำหน้าที่ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มนปช. มาโดยตลอด แต่ทางเครือข่ายพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ก็เลือกที่จะปฏิเสธถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากการที่นายโรเบิร์ตได้แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในการรณรงค์ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีความเคลื่อนไหวหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ในขณะที่ความสัมพันธ์กับ นปช. ก็ปรากฏเด่นชัดในการให้ความช่วยเหลือทางด้านคดีความ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ อย่างกรณีการเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาคดีการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553
แต่สิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตามองก็คงหนีไม่พ้นในประเด็นการที่นายโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัม เคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันนั้น เป็นภารกิจที่ได้รับการว่าจ้างจาก นายทักษิณด้วยหรือไม่
โดยเฉพาะผลงานการเขียนหนังสือสมุดปกขาวที่มีชื่อว่า สังหารหมู่ที่กรุงเทพ โดยทนายความชาวแคนนาดาคนนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ปรากฎเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ช่างสอดคล้องกันอย่างลงตัว เมื่อรัฐบาลหรือ ทักษิณที่อ้างตัวว่ามีความจงรักภักดี ไม่เคยจัดการกับทนายลูกจ้างคนนี้
โดยเนื้อหาในหน้าหนังสือถูกแบ่งออกเป็น 9 หัวข้อใหญ่อาทิ การขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย ถนนสู่การปฏิวัติ 2549 การฟื้นฟูระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างผิดกฎหมาย การรัฐประหารทางศาลและเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ถูกจัดตั้งขึ้น บดขยี้คนเสื้อแดง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังได้รับการเขียนบทนำโดย นายทักษิณดังนี้ ในปีพ.ศ. 2541 ผมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้มอบการเป็นตัวแทน อย่างแท้จริงในกระบวนการเลือกตั้งแก่พี่น้องชาวไทยเป็นครั้งแรก ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมพยายามดำเนินนโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ได้เสนอไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่ว่า เสียงของพวกเขาได้รับการสดับรับฟัง
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมและแข็งแกร่งในปี 2549 การรัฐประหารได้ช่วงชิงสิทธิในการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนไป ซึ่งทำให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศไม่พอใจ และทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่แทนที่จะยอมรับฟังข้อเรียกร้องของพวกเขา กลุ่มอำนาจเก่าที่นิยมระบอบเผด็จการกลับพยายามที่จะกำจัดพี่น้องประชาชนคน ไทย ความทะยานอยากของคนกลุ่มนี้เป็นอันตรายยิ่ง อีกทั้งยังรุกล้ำจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์
"ผมได้ขอให้สำนักกฎหมาย อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ เข้ามาทำการศึกษากรณีของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 ว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามมาตรฐานกฎหมาย ระหว่างประเทศหรือไม่ ผมยังได้ขอให้สำนักกฎหมายดังกล่าวศึกษากระบวนการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ มุ่งเป้ามาที่กลุ่มคนเสื้อแดง และศึกษานัยยะของเหตุการณ์เหล่านั้นภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โลกควรจะได้เข้าใจว่าในประเทศไทยประชาธิปไตยที่แท้จริงกำลังถูกทำร้าย"
บทนำดังกล่าวเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ทักษิณคือผู้ว่าจ้างนายอัมสเตอร์ดัมให้เข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศไทย นั่นหมายความว่าเนื้อหาในหน้าหนังสือที่คุณผู้ชมจะได้เห็นต่อจากนี้ .ทักษิณก็มีส่วนรู้เห็นด้วยใช่หรือไม่
ตอนที่ 4 ของหนังสือ เรื่องถนนสู่การปฏิวัติ นายอัมสเตอร์ดัมได้ทำการบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายของไทย จนนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสถาบันว่า ในกฎหมายและสังคมไทย พระมหากษัตริย์เป็นดั่งสมมติเทพ และได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงสุดจากประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดบัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ” การไม่แสดงความเคารพนับถือพระมหากษัตริย์โดยทางอ้อมนั้นอาจจะถูกดำเนินคดี ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกระหว่าง 3-15 ปีสำหรับแต่ละกรรมได้
เนื้อหาดังกล่าวเป็นการผสมผสานระหว่างรัฐธรรมนูญกับประมวลกฎหมายอาญาอย่างไม่ถูกต้อง และแนวโน้มของเจตนานายอัมสเตอร์ดัมก็ดูเหมือนว่าจะ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการไม่เคารพสถาบันมีโทษจำคุก 3-15 ปี ซึ่งไม่ใช่ความจริง
เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เขียนเอาไว้ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ชัดเจนว่ามาตรา 112 เป็นเนื้อหาของกฎหมายที่เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ขอบเขตการกระทำความผิดอยู่ที่ การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายเท่านั้น ไม่มีส่วนไหนที่ระบุว่าการไม่แสดงความเคารพทางอ้อมจะต้องถูกจำคุก3-15 ปีแต่ประการใด
ไม่แค่เพียงการบิดเบือนที่อาจสร้างความเข้าใจที่ผิดต่อประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงเท่านั้น เพราะเนื้อหาอีกหลายช่วง ก็ต่างแสดงให้เห็นว่า นายอัมสเตอร์ดัมส่อว่ามีเจตนาร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างชัดเจน
เพื่อเป็นการตอกย้ำในความเป็นทนายลูกจ้างและได้ทำหน้าที่ให้กับนายทักษิณ อย่างเต็มภาคภูมิก็ให้คุณผู้ชมพิจารณาจากบทสัมภาษณ์นี้ของนายอัมสเตอร์ดัม
7 กุมภาพันธ์ 2555 เวปไชต์ประชาไท นำเสนอบทสัมภาษณ์ของ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ผ่านบทความเรื่อง เรื่อง CORE Respondence ว่า "ผมได้รับการว่าจ้างจากทักษิณ ผมได้รับการว่าจ้างโดยคุณทักษิณ แต่หากคุณอ่านเอกสารที่เราเผยแพร่ไม่ว่าจะชิ้นไหน จะเห็นว่าเราพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ในแบบที่เป็นกลางอย่างมากที่สุด ก่อนหน้านี้ผมคิดถึงการส่งต่องานของเราไปยังเอ็นจีโอ และให้เอ็นจีโอเป็นผู้ยื่นเอกสารไปยังศาลโลกแทน แต่ผมก็มาเห็นว่าเอ็นจีโอแต่ละแห่งใช้ไม่ได้แค่ไหน รวมถึงเอ็นจีโอระหว่างประเทศด้วย อย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเองก็ไร้กระดูกสันหลังต่อเรื่อง ม.112 มาก..."
"ผมเป็นทนายความอิสระ และทักษิณก็ไม่ใช่ลูกความที่รวยที่สุดของผมเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้น ผมจึงไม่คิดว่าเขาเป็นนายจ้างของผมในแง่นั้น เขาเป็นลูกความของผม และโชคดีที่ผมมีลูกจ้างหลายคน เขาเป็นบุคคลที่เยี่ยมยอดมากทีเดียว"
ถึงเพียงนี้ก็ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่าทุกอย่างที่นายอัมสเตอร์ดัมเป็นเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นไปตามการมอบหมายจากพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งย่อมครอบคลุมถึงการจาบจ้วงสถาบันด้วยใช่หรือไม่
ขอบคุณ UNHCR Thailand
วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์ (เรียบเรียง)
