- 31 ต.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/
"หากย้อนกลับเมื่อหลายปีก่อน เชื่อว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผู้คนยังคงลืมไม่ลงจนถึงปัจจุบัน เห็นจะเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2551 กับเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ สถานบันเทิงหรูกลางกรุง ที่ย่างสดนักท่องราตรีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 66 คน รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการอีกนับร้อยราย"
ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 2115/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2033/2555 ระหว่าง นางเอสเตอร์ เยียน เชนเลาพิกานน์ กับพวกรวม 12 คน ฟ้องกรุงเทพมหานคร กรณีกรุงเทพมหานครละเลยไม่ดำเนินการตรวจสอบและควบคุมอาคารที่เปิดเป็นสถานบริการซานติก้าผับ เพื่อให้โครงสร้างของอาคาร ระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆให้อยู่ในสภาพมั่นคงและปลอดภัยตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกระทรวง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 จนเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเป็นเหตุให้บุตรและทายาทของผู้ฟ้องคดีทั้ง 12 คน ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต
โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่ากรณีดังกล่าว ผู้อำนวยการเขตอยู่ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอำนาจดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และมีอำนาจตรวจสอบว่ามีการดัดแปลงอาคารหรือมีการใช้อาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ แต่เมื่ออาคารดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการดัดแปลงเป็นสถานบริการ กลับไม่มีการติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคาร ไม่มีการติดตั้งระบบดับเพลิง ไม่มีการติดตั้งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้และระบบไฟฉุกเฉินตามที่กฎหมายกำหนด
จึงถือเป็นอาคารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย แต่ผู้อำนวยการเขตกลับไม่มีการตรวจสอบ หรือสั่งให้เจ้าของอาคารดำเนินการแก้ไขอาคาร จึงเป็นการไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้เกิดการใช้อาคารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเกิดเพลิงไหม้ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ดังนั้นกรุงเทพมหานครจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 5 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานคร ชดใช้ค่าสินไหมทนแทน แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 175,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 85,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 จำนวน 595,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 จำนวน 295,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 จำนวน 160,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 6 จำนวน 475,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 7 จำนวน 239,462 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 8 จำนวน 456,562 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 9 จำนวน 511,560 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 10 จำนวน 773,791 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 11 จำนวน 1,509,087 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 12 จำนวน 518,786 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ทั้งนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ขอบคุณข้อมูล : เดลินิวส์
