- 03 พ.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ต้องถือว่าในวันนี้ และวันพรุ่งนี้ มีวาระสำคัญทางการเมืองที่เฝ้าจับตากับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาลงมติถอดถอน นายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กรณีการสลับสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี2550
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ประชุมสนช.จะเป็นการรับฟังแถลงปิดสำนวนคดีถอดถอนด้วยวาจาโดยน.ส.สุภา ปิยะจิตติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้กล่าวหา และ นายนริศร และนายอุดมเดช ผู้ถูกกล่าวหา และจากนั้นในวันพรุ่งนี้ จะเป็นการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนทั้ง 2 คน โดยจะลงมติพร้อมกัน ใช้บัตรลงคะแนน 2 ใบ 2 สี แยกกล่องลงคะแนนกันชัดเจน โดยผู้ที่ถูกถอดถอนจะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ทั้งหมด 250 คน คือตั้งแต่ 150 เสียงขึ้นไป
ซึ่งเมื่อเราย้อนกลับไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวนี้ เริ่มจากที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงถึงผลการพิจารณา กรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกรณีร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …แก้ไขเพิ่มเติมที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในประเด็นเกี่ยวกับการใช้บัตรลงคะแนนแทนกัน การนับเวลาแปรญัตติโดยมิชอบ และการสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ เห็นว่า
1.การกระทำของนายนริศร ทองธิราช กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น มีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา 123 และ มาตรา 123/1 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
และมีมูลส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 68 วรรคหนึ่งมาตรา 122 มาตรา 123 และมาตรา 126 วรรคสาม เห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติถอดถอนนายนริศร ทองธิราช ออกจากตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 56(1) ประกอบมาตรา 43(1) และ(2) ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 6 วรรคสองต่อไป
และการกระทำของนายอุดมเดช รัตนเสถียร กรณีสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 โดยไม่มีสมาชิกรัฐสภา ลงลายมือชื่อรับรอง ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯมาตรา 291 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 123/1 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2554 เห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานสภานิติบัญญัติ เพื่อให้สภานิติบัญญัติ มีมติถอดถอนนายอุดมเดช รัตนเสถียร ออกจากตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 56 (1) ประกอบมาตรา 43 (2) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 6 วรรคสอง
และเมื่อวันที่ 28 ต.ค.59 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อดำเนินการกระบวนการถอดถอน นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ออกจากตำแหน่งจากกรณีใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น เป็นขั้นตอนซักถามของคณะกรรมาธิการซักถาม โดยได้เปิดคลิปบันทึกภาพการเสียบบัตรลงคะแนนของนายนริศร ที่ใช้บัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ ในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 10 ก.ย.และวันที่ 11 ก.ย. 2556
โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. กล่าวว่า ได้ตรวจสอบคลิปทั้งหมดว่า เป็นของจริงไม่มีการตัดต่อ และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่สภาฯ พบว่า นายนริศร มีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่มีการออกบัตรสำรอง ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า นายนริศรใช้บัตรลงคะแนนเกิน 1 ใบ กำลังตรวจสอบอยู่ว่าอีก 2 ใบที่เหลือว่า เป็นของใคร เพื่อจะได้จะดำเนินการต่อไป ส่วนการลงโทษทางคดีอาญา ถือว่า นายนริศร มีความผิดตามมาตรา 123 และ 123/1 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องไปยังอัยการ เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินการต่อไป โดยบทลงโทษจำคุก 1-10 ปี รวมทั้งจำและปรับด้วย
ด้าน นายนริศร กล่าวว่า ในคลิปเป็นตนจริง แต่ยืนยันว่ากดบัตรใบเดียวและเป็นบัตรของตัวเองทั้งนั้น ไม่เคยเสียบบัตรให้ใคร ตนเป็นโรคประสาทชอบเสียบบัตรของตัวเองหลายใบ ไม่มีของคนอื่นเลย เพราะเป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะหลังจากผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว เมื่อปี 2554 ทำให้มือยุกยิก อยู่ไม่เป็นสุข ไม่อยู่นิ่ง ตนเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีในความเป็น ส.ส.จะมารับจ้างคนอื่นเสียบบัตรเพราะอะไร
ต่อมาเป็นการซักถามคดีของ นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กรณีสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับที่มา ส.ว. โดยกรรมาธิการฯ ถามป.ป.ช.ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นต่อประธานสภาฯ ในวันที่ 20 มี.ค.56 กับ 27 มี.ค.56 เมื่อเทียบกันแล้วแตกต่างอย่างไร และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ ส.ว.ที่หมดวาระแล้วสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคหรือไม่ น.ส.สุภา ชี้แจงว่า มีความแตกต่างกันถึง 3 จุด คือ เรื่องหลักการ เนื้อหาในมาตรา 5 และเนื้อหามาตรา 6 เป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ ส.ว.ที่พ้นวาระสามารถสมัครรับเลือกได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี ชัดเจน แม้ว่าข้าราชการของรัฐสภาจะให้การว่าขั้นตอนการสลับเปลี่ยนร่างสามารถทำได้ ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เนื่องด้วยร่างที่นำมาแก้ไขมีการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญ ป.ป.ช.เห็นว่าจะเอาเหตุเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติมาเทียบเคียงไม่ได้ เพราะนำร่างที่มีหลักการเปลี่ยนแปลงมาสลับโดยที่ไม่มีสมาชิกรัฐสภารับรองเลยแม้แต่คนเดียว
จากนั้นได้ซักถาม นายอุดมเดช ว่า การแก้ไข้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่อดีต ส.ว.ที่กำลังจะพ้นวาระหรือไม่ นายอุดมเดช กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้อดีต ส.ว. หลักการดังกล่าวก็ได้แถลงข่าวจนสื่อนำไปเสนอจนรับรู้ทั่วกันแล้ว แต่เมื่อมีข้อท้วงติงจากสมาชิกรัฐสภาว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เสนอไปมีข้อบกพร่องไม่เป็นไปตามที่หารือกันและที่ได้แถลงข่าวไว้ จึงเสนอร่างเข้ามาใหม่ โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าทำได้ เพราะตราบใดที่ประธานรัฐสภา ยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระถือว่ายังอยู่ในมือของสมาชิกอยู่ ยังแก้ไขได้ ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญมีร่างเดียว และไม่ได้ทำตามอำเภอใจหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมเสนอ
ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าในวันพรุ่งนี้ที่ประชุมสนช. จะมีมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนบุคคลทั้ง 2 นี้หรือไม่ สนช.จะให้ความไว้วางใจจนไม่ถอดถอนหรือไม่ เพราะกรณีดังกล่าวนี้ เคยมีผู้ยื่นเรืองของให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย จนเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 56 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าการกระทำของบุคคลทั้งสองนั้นมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2556 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว.เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 68
โดยมีสาระสำคัญที่ได้วินิจฉัยกรณีที่นายนริศร ทองธิราชที่ปรากฏคลิปการเสียบบัตรแทนกันว่า อำนาจของสมาชิกรัฐสภา เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรากฎหมายไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง ย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน เว้นแต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภานั้น การแสดงตนในการออกเสียงลงคะแนนถือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนที่จะต้องมาแสดงตนในการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติต่างๆ
เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่พยานนำสืบต่อศาลก็เห็นภาพบุคคลปรากฏใบหน้าด้านข้าง ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่า เป็นนายนริศร ทองธิราช (ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย) ที่ถือบัตรแสดงตนไว้ในมือจำนวนหนึ่งซึ่งมากกว่าสองบัตร เกินกว่าจำนวนบัตรแสดงตนที่สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งจะพึงมีได้ และยังใช้บัตรดังกล่าวใส่เข้าออกในช่องอ่านบัตรพร้อมกดปุ่มบนเครื่องต่อเนื่องกันทุกบัตร
การดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิก รัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 และขัดต่อหลักการมาตรา 126 วรรค 3 ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนนมีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาในการประชุมนั้นๆ เป็นการออกเสียงที่ทุจริตไม่เป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของปวงชนชาวไทย มิอาจถือว่าเป็นมติที่ชอบของรัฐสภาในกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ 2 การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ พ.ศ...) มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่
การแก้ไขที่มาของ ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอันมีที่มาเหมือนกับ ส.ส.จึงย่อมเป็นเสมือนสภาเดียวกัน ไม่เกิดความแตกต่างและเป็นอิสระซึ่งกันและกันของทั้งสองสภา เป็นการทำลายลักษณะของสาระสำคัญของระบบสองสภาให้สูญสิ้นไป การแก้ไขที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว.ให้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง หรือ ส.ส.ได้ ย่อมทำให้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันของระบบสองสภาต้องสูญเสียไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถควบคุมอำนาจเหนือรัฐสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน อันเป็นการกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นอกจากนี้ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 และ มาตรา 11/1 ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องของกระบวนการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ที่จะบัญญัติขึ้นใหม่ โดยรวบรัดให้มีการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ที่จะต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสียก่อน ซึ่งขัดกับหลักการคานและดุลอำนาจ อันเป็นหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถออกกฎหมายได้ตามอำเภอใจโดยอาศัยเสียงข้างมากปราศจากการตรวจสอบ
อาศัยเหตุดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่าการดำเนินการพิจารณาและลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีนี้เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 มาตรา 125 วรรค 1 และวรรค 2 มาตรา 126 วรรค 3 มาตรา 291 และมาตรา 3 และวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมากว่า 5 ต่อ 4 ว่า มีเนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อันเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้ถูกร้องได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 1
เรียบเรียงโดย : อุดร แสงอรุณ
