"ทักษิณ" อ้าง พวกเราแทนคนไทย ร่อน จดหมายอวยพร "ทรัมป์" มีนัยยะหรือไม่...!?! พร้อมเปิดแหล่งกบดานขบวนการ 112 ใครเจออย่าปล่อยไว้...!?! (ข้อมูล)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th

ขณะความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อมีรายงานข่าวว่านายทักษิณได้  ส่งหนังสือแสดงความยินดีถึง  นาย โดนัลด์  ทรัมป์ 

โดยในหนังสือมีใจความสำคัญว่า   ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ และขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติที่กำลังจะมาถึง

พร้อมเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำและแนวทางการทำงานจะสามารถกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไป  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้ง 2 ประเทศในทุกๆ ด้าน และพวกเราในประเทศไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับท่านเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองต่อไป

ขณะเดียวกันในส่วนของนายทักษิณเอง   ซึ่งลงท้ายจดหมายถึง นายโดนัลด์  ทรัมป์   ว่าอยู่ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย  

สังคมยังเกิดคำถามว่า นายทักษิณ ส่งจดหมายแสดงความยินดีและต้องการจะกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศพร้อมทั้งอ้างว่า  พวกเราในประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือ นั้น นายทักษิณกล่าวนั้นในฐานะอะไร

ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันนอกเหนือจากเป็นนักโทษหนีคดีอาญาในกรณีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก  โทษจำคุก  2 ปีแล้ว    ยังมีคดีที่ศาลฎีกาออกหมายจับอีกหลายคดี   อาทิเช่นคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือคดีหวยบนดิน  ,  คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์)ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่า  ,  คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท และ คดีอนุมัติปล่อยกู้เงินธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัทกฤษดามหานคร  เป็นต้น

ซึ่งสถานะในตอนนี้ก็คือนักโทษหนีคดีอาญาและผู้ต้องหาหนีหมายจับหลายคดีตามคำสั่งศาลยุติธรรมของไทย  แต่นายทักษิณ ชินวัตร ก็ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแสดงสถานะตัวเองในฐานะบุคคลที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  ทั้งการออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ในเวทีพูดคุยกับมวลชนคนเสื้อแดงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง

ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าการแสดงของของนายทักษิณ ชินวัตร เพราะหากนับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและแนบแน่น น่าจะเป็นในช่วงที่ นายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีโดยนางฮิลลารี คลินตัน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ  

โดยเฉพาะในช่วงที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีความใกล้ชิดและผสานสัมพันธ์กันจน นายทักษิณ สามารถเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ซึ่งหลายคนน่าจะเป็นเพราะรัฐบาลไทย มีแนวทางที่จะอนุญาตประเทศสหรัฐอเมริกาจะขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานในการบิน แต่สุดท้ายท่าทีของกองทัพและประชาชนไม่เห็นด้วย

ขณะเดียวกันภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้นก็ได้กล่าวจุดยืนออกมาแล้วว่า ม่ว่าผู้ใดได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ตาม ก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชน และยินดีกับผู้ชนะการเลือกตั้ง พร้อมเชื่อว่า ทุกประเทศมีประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานใกล้เคียงกันในความแตกต่าง แต่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินโดยประเทศไทยเป็นมิตรกับประเทศสหรัฐอเมริกามากว่า 180 ปี ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลประเทศไทยก็ต้องดำเนินนโยบายตามเดิมคือ นโยบายต่างประเทศที่สมดุล เพราะเราเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางของอาเซียน และทำอย่างไรให้เราได้รับประโยชน์สูงสุด ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีการเรียกประชุมหารือกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก หัวข้อ "การทูตไทยมอง ไกล ก้าวทันโลกเพื่อหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น วางแนวทางการทำงานด้านการต่าง ประเทศ ทั้งประเด็นด้านความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการส่งเสริม บทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ซึ่งหากเราได้ย้อนกลับไปดูนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร  22 พ.ค. 2557      ตัวแทนรัฐบาลสหรัฐและรวมถึงตัว   นายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์   ได้แสดงความเห็นพาดพิงรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา และคสช. ในลักษณะแทรกแซงกิจการภายในของไทยหลายครั้ง

20 พ.ค. 2557   นางเจน  ซากี  โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ   ได้ออกแถลงการณ์   ผ่านทางเว็บไซต์ของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย   พาดพิงการประกาศใช้กฎอัยการศึกของคสช.  โดยเรียกร้องให้มีการเคารพหลักการประชาธิปไตย

23 พ.ค.  2557    นาย จอห์น แคร์รี่ รมว.ต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา  ให้สัมภาษณ์ประณามการก่อรัฐประหารในไทย ว่า ไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงขั้น ว่า การดำเนินการของคสช.จะกระทบต่อความสัมพันธ์สองประเทศ

25 พ.ค.  2557   นาง มารี ฮาร์ฟ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา แสดงท่าต่อต้านการทำงานของคสช. อีกครั้ง  โดยอ้างถึงการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ  ด้วยการสั่งระงับเงินช่วยเหลือประจำปี ด้านการทหารแก่ประเทศไทย จำนวน 3.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 112 ล้านบาท พร้อมทบทวนความช่วยเหลือระดับทวิภาคีต่อไทย มูลค่า 7 ล้านบาท หรือ ราว 224 ล้านบาท และความช่วยเหลือจากโครงการระดับสากลและระดับภูมิภาค 

ขณะที่ตัว    นายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์   เมื่อวันที่  25  พ.ย. 2558  ก็เคยวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายอาญา มาตรา 112 ของไทย  ในเวทีเสวนาที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ   โดยระบุว่า ไม่ควรมีใครควรถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากถือเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ   ทั้งยังว่าสหรัฐมีจุดยืนชัดเจนในการเรียกร้องให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตย

จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์  ถึงกับต้องออกมาตอบโต้สิ่งที่  นายกลิน ทาวน์เซนด์   เดวีส์   พาดพิงกฎหมายอาญามาตรา 112  ว่า   “ที่ผ่านมาก็พูด   แต่เขาไม่เข้าใจ  พอใส่กันเรื่อยๆ  ก็กลายเป็นมารังแกกัน   รังแกว่าพวกนี้ใช้กับฝั่งตรงข้ามมันก็เป็นกฎหมาย  คือกฎหมายหมิ่นประมาททุกประเทศมีหมด แต่นี่เพื่อสถาบันฯ เพราะสถาบันฯฟ้องร้องใครไม่ได้  

ดังนั้นทำไมถึงต้องมีมาตรา 112 ก็เพื่อปกป้องสถาบันฯ สื่อก็ไปอธิบายคนเขาแบบนี้สิ หน้าที่ของคนไทยที่เราจะต้องปกป้องพระองค์ท่าน ก็ต้องมีการออกกฎหมายเพื่อปกป้องพระองค์ท่าน ปัญหาคือใครจะใช้ประโยชน์อะไรมันเรื่องของคน เข้าใจหรือเปล่า”

และที่แน่นอนที่สุดกับพฤติการณ์ของสหรัฐที่ผ่านมา  ก็ชัดเจนว่าสวนทางกับคำพูดล่าสุดของ   นายกลิน ทาวน์เซนด์   เดวีส์    ในเรื่องการให้ความสำคัญกับไทยในฐานะมิตรประเทศอย่างชัดเจน    

โดยเฉพาะการปล่อยให้นักโทษหนีคดีอาญา  อย่างนายทักษิณ  ชินวัตร   และเครือข่าย   ใช้พื้นที่ในสหรัฐเคลื่อนไหวแสดงความเห็นทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  อย่างต่อเนื่อง   

ขณะเดียวกันในสหรัฐยังถือเป็นอีกหนึ่งประเทศสำคัญ    ที่ยอมให้แผ่นดินของตัวเองกลายเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาผู้หลบหนีหมายจับจากกระบวนยุติธรรมของไทย  และเป็นแหล่งซ่อนตัวของกลุ่มขบวนการหมิ่นสถาบัน   จาบจ้วงเบื้องสูง  

โดยตามข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง (ดีเอสไอ)  เคยระบุว่า รายชื่อบุคคลที่มีพฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าว และอยู่ในข่ายหลบหนีคดีอาญาไปจากประเทศไทย  ดังนี้

 

สหรัฐอเมริกา : 5 ราย ประกอบด้วย

1.นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน

2.นายเสน่ห์ ถิ่นแสน หรือเพียงดิน

3.นายมนูญ ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน

4.นายริชาร์ด สายสมร

5.นายจุติเทพ (เลอพงษ์) วิไชยคำมาตย์ หรือโจ กอร์ดอน

 

ออสเตรเลีย : 1 ราย คือนายองอาจ ธนกมลนันท์

 

ญี่ปุ่น : 1 ราย คือนายปวิณ ชัชวาลพงศ์พันธ์

 

ฝรั่งเศส : 2 ราย

1.คือนายจรัล ดิษฐาภิชัย

2.นายศรัญ ฉุยฉาย หรืออั้ม เนโกะ  

 

นิวซีแลนด์ : 1 ราย คือนายเอกภพ เหลือรา หรือตั้ง อาซีวะ

 

สเปน : 1 ราย คือนายอิมิลิเอ เอสเทแบบ

 

ฟินแลนด์ : 1 ราย คือนางจรรยา ยิ้มประเสริฐ

 

แคนาดา : 1 ราย คือพ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ

 

กัมพูชา : 3 ราย ประกอบด้วย

1.นายพิษณุ พรหมศร

2.นายจักรภพ เพ็ญแข

3.นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

 

สปป. ลาว : 13 ราย ประกอบด้วย

1.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสร หรือสุรชัย แซ่ด่าน

2.นายอิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจเบียร์

3.นายวัฒน์ วรรลยางกูร

4.พุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋

5.นายชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือชีพ ชูชัย

6.นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล

7.นายพิพัฒน์ พรรณสุวรรณ

8.นายนิธิวัต วรรณศิริ

9.นายธกฤ โยนกนาคพันธุ์

10.นายชัยอนันต์ ไผ่สีทอง

11.นายไตรรงค์ สินสืบวงศ์

12.นางสุดา รังกุพันธ์ หรืออาจารย์หวาน

13.นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

 

จะเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ต่างประเทสนั้นส่วนใหญ่มักจะเคลื่อนไหวโดยการจัดรายการวิทยุสด  หรือ  อัดคลิปเสียงผ่านยูทูบเพื่อแผยแพร่ในเครือข่ายข่าวสารคนเสื้อแดง

ขณะที่ทุกวันนี้สหรัฐก็ไม่เคยพิจารณาจัดการส่งผู้กระทำผิดเหล่านั้น  กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยเลยแม้แต่รายเดียว  ทั้ง ๆ ที่ปากก็บอกเทิดทูนพระมหากษัตริย์ของไทย

 

เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์